All About Music ThailandAll About Music Thailand
good kid, m.A.A.d city

Kendrick Lamar

“นี่เป็นอัลบั้มที่เหมือนหนังดาร์คๆ เรื่องหนึ่ง ผมจะย้อนกลับไปในโลกที่ผมเคยใช้ชีวิตอยู่ในช่วงวัยรุ่น ทุกคนต่างเริ่มรู้จัก Kendrick Lamar แล้ว แต่เขาเป็นใครมาจากไหน ต้องเจอกับอะไรมาบ้าง และผ่านพ้นมันมาได้อย่างไร?” – kendrick lamar

Section.80 หรือมิกซ์เทปเก่าๆของเคนดริค อาจเป็นสิ่งที่ทำให้เคนดริคเริ่มเป็นที่รู้จักในวงการฮิพฮอพ หรือในแวดวงแฟนเพลงเฉพาะกลุ่ม แต่อัลบั้มนี้เป็นการประกาศศักดาแร็ปเปอร์หน้าใหม่ให้โลกได้รู้จักและสัมผัสรสชาติดนตรีจากพื้นสุดอันตรายหลังจากที่ NWA ได้เคยทำไว้ อีกครั้ง

    อัลบั้มดำเนินไปในรูปแบบเล่าเรื่องย้อนวัยของตัวศิลปิน ซึ่งก็คือเคนดริคในวัยที่กำลังเผชิญโลกใหม่ๆนั่นเอง เพลงเริ่มต้นด้วยเสียงบันทึกเทป จะมีบทสนทนาสอดแทรกเป็นลูกเล่นสำคัญอยู่ตลอดทั้งอัลบั้ม (เหมือนเป็นการย้อนเวลาเอาไมค์ไปจ่อบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ) เคนดริคอธิบายว่า ชีวิตช่วงนั้นของเขามีเหตุการณ์พลิกผันอยู่ตลอดเวลา เขาเลยตั้งใจจะไม่ทำให้เพลงในอัลบั้มเชื่อมกันไปแบบ เพลงต่อเพลง แต่เป็นการสับไปสับมาให้อารมณ์เหมือนฉากในหนัง Pulp Fiction ซึ่งคุณต้องฟังมันหลายๆรอบ มันจะทำให้ความรู้สึกที่เข้าถึงและเป็นส่วนหนึ่งในเหตุการณ์นั้นจริงๆ ที่จริงแล้วเคนดริควางแผนอัลบั้มนี้และวางรูปแบบทั้งหมดไว้ก่อนจะมาทำผลงานก่อนหน้านี้ซะอีก (Kendrick Lamar EP, Over Dedicated, Section.80

     ในช่วงต้นของเพลง Sherane a.k.a Master Splinter’s Daughter จะมีเสียงบทสวดภาวนาจากชายกลุ่มนึง จากสำเนียงสามารถบอกได้ว่าเป็นคนในพื้นที่ กำลังภาวนาในลักษณะที่เริ่มน้อมรับพระเจ้าเข้ามาในใจ หลังจากที่รอดมาจากเหตุการณ์เลวร้ายต่างๆที่เรากำลังจะพูดถึง จะมีการเล่นประเด็นศาสนา ซึ่งเป็นธีมหลักของอัลบั้มนี้ โดยบีทในเพลงแรกเหมือนยังคงกลิ่นอายของ Section.80 ไว้ เพลงแรกเป็นการเริ่มเล่าเรื่องราวจากมุมมืด ค่อยๆ บิวท์เรื่องราวเหมือนเวลาที่เราพยายามขุดความทรงจำเบื้องลึกของตัวเอง บีทเพลงนี้จึงดำเนินแบบค่อยเป็นค่อยไป ไรม์ของเคนดริคไหลลื่น กลมกลืน ถ่ายทอดเรื่องราวของเชอร์รีน (แฟนเคนดริคสมัยนั้น) ตั้งแต่เริ่มเจอ เริ่มจีบ ไปจนถึงตอนที่เขาไปเจอแก๊งอริเข้าที่หน้าบ้านเชอร์รีน เราก็สามารถนึกภาพตามได้แบบชัดเจน

     Bitch Don’t Kill My Vibe อีกหนึ่งเพลงท็อปของอัลบั้ม เคนดริคกับ Sounwave (โปรดิวเซอร์) ได้แซมเพิ่ลเพลงนี้มาจาก ‘Silver Soul’ ของ Beach House เมื่อลองฟังครั้งแรกทั้งคู่รู้สึกถูกใจมาก เลยช่วยกันลองผิดลองถูก ใส่เสียงกลอง กีต้าร์ และได้เสียงใสๆ ของ Anna Wise มาร่วมร้องท่อนฮุก ผลออกมาเรียกได้ว่าน่าอัศจรรย์ใจ ซึ่งเวลาที่เคนดริคทำงานร่วมกับโปรดิวเซอร์ เขาจะคอยบอกหรือเสนอไอเดียหรือทำนองเพลงแบบที่เขาชอบ ประสบการณ์ที่ได้คลุกคลีในห้องอัดมานานน่าจะทำให้เคนดริคเป็นคนที่มีฝีมือด้านโปรดิวเซอร์ในระดับนึง เพลงนี้จะออกนอกเรื่องไปทางบ่นหรือจิกกัดถึงชีวิตและคนรอบตัวหลังจากที่เขาเริ่มมีชื่อเสียงแล้ว จากนั้นจึงกลับมาเนื้อเรื่องกับเพลง Backseat Freestyle ที่เคนดริคออกเลาะกับเพื่อนๆ ปลดปล่อย energy ของวัยหัวขบถ สบถอย่างดุเถื่อน มันคือ mindset คือสิ่งที่เคนดริคตอนนั้นคิดจะทำ มันคือตัวตนด้านมืดของเคนดริคที่ยัง “เด็ก” กว่าตอนนี้มาก เพลงนี้เคนดริคได้แรงบันดาลใจจากความบ้าของรุ่นพี่ Eminem ในสมัยก่อน 

     มันเชื่อมโยงอย่างลงตัวในเพลงถัดมาอย่าง The Art of Peer Pressure เพลงที่เกี่ยวกับเด็กจากแอลเอคนนึง ได้รับอิทธิพลด้านลบจากสภาพแวดล้อมของสังคมในชุมชน และที่สำคัญ กับเพื่อน เพลงนี้เน้นการเล่าเรื่อง ซึ่งเป็นสิ่งเคนดริคทำได้อย่างยอดเยี่ยมตลอดทั้งอัลบั้ม ทั้งในเพลงแรกหรือเพลงนี้ หากเราจับใจความดีๆ เคนดริคสามารถสอดแทรกแง่คิดเข้าในเนื้อร้องได้ตลอดเวลา โดยไม่ได้ลดทอนความยอดเยี่ยมของงานฝั่งโปรดักชั่นลงเลยแม้แต่น้อย โดยเฉพาะในเพลง Sing About Me ที่เป็นจุดสุดท้ายหลังความวุ่นวายทั้งหลาย แต่ก่อนจะไปถึงจุดนั้น ความโหดร้ายทุกอย่างเริ่มเปิดเผยทีละน้อยในเพลง Money Trees ที่บีบคั้นอารมณ์ของการดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดของเคนดริคได้ถึงขีดสุด (ตอนแรกท่อนของ Jay Rock จะเอาลงในเพลงรีมิกซ์เป็นโบนัสของอัลบั้ม แต่เคนดริคบอกท่อนนี้แม่งเจ๋งเกินไป ใส่ลงเพลงหลักไปเลย) จึงเป็นอีกไฮไลท์สำคัญในอัลบั้มนี้

    บรรยากาศที่มืดหม่นลงเรื่อยๆ ก็ถูกทำให้ผ่อนคลายโดย Poetic Justice ที่ได้ Drake มาร่วมแจม ทำให้ได้ฟีลลิ่งอาร์แอนด์บีที่ยอดเยี่ยมไปอีกระดับ เสียงแบ็คกราวด์ที่มีแซมเพิ่ลจาก Janet Jackson ทำให้มันถูกกำหนดเป็นเพลงฮิตโดยอัตโนมัติ ไหนจะเนื้อเพลง มันคือการพรรณาความรักที่ทำให้เราหลงรักและฟังได้ไม่รู้เบื่อ (ฟังบีทเฉยๆยังเพราะ) จากนั้นทุกอย่างจึงเดินทางมาถึงจุด ‘พีค’ ที่สุดของอัลบั้ม ที่ซึ่งความป่าเถื่อน,เกรี้ยวกราด,โหดร้ายของเมืองนรกนี้ ได้กดดันเคนดริคจนถึงที่สุด ด้วยการเกริ่นเตรียมความพร้อมในเพลง Good Kid และหลุดโลกไปกับเพลง m.A.A.d city ซึ่งคุณจะไม่มีทางได้เห็นเพลงลักษณะนี้จากเคนดริคในอัลบั้มหรือโปรเจ็คเก่าๆ ระดับความคลั่ง เสียงของเคนดริคที่บีบแหลม กระวนกระวาย รีบเร่ง ดิ้นรน บ่งบอกให้เรารู้ว่าสถานการณ์รอบตัวมันย่ำแย่ขนาดไหน เพลงนี้ถูกแบ่งเป็นสองช่วง น่าสนใจที่ช่วงสองเป็นซาวน์ที่ให้ความรู้สึกความเป็นคอมป์ตันมากกว่าทุกสิ่งทุกอย่างในอัลบั้ม เพราะมันเป็น G-Funk บริสุทธิ์แบบคอมป์ตันฮิพฮอพช่วงปี 90 แล้วยังได้ MC Eight รุ่นพ่อของคอมป์ตันมาแร็พด้วย ทำให้เพลงนี้มัน คลาสสิค สุดๆ

ด้วยความที่เคนดริคต้องการให้เพลงของเขาได้เป็นที่รู้จักอย่างทั่วถึงในระดับเมนสตรีม แต่ไม่ต้องการทิ้งตัวตนของตัวเองคอนเซ็ปต์อัลบั้มไป เพลงฮิตอีกเพลง Swimming Pools จึงเกิดขึ้น เป็นเพลงเกี่ยวกับแอลกอฮอล์ เหล้ายาปาร์ตี้ และ Peer Pressure มีท่อนขยายในช่วงท้ายของเพลง (ที่จะได้ยินในเวอร์ชั่นอัลบั้มเท่านั้น) ต่อมาเนื้อเรื่องจึงดำเนินมาช่วงสุดท้าย ช่วงแห่งการสารภาพบาปใน Sing About Me และ Real (ได้เห็นสกิลการเล่าเรื่องอันยอดเยี่ยมของเคนดริคอีกครั้ง) ตามเนื้อเรื่องนั้น เคนดริคต้องทนเห็นเพื่อนตายต่อหน้าต่อตา ความทุกข์ทางกาย ต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดกับเพื่อนและครอบครัวอยู่ไม่เว้นวัน ทำให้เคนดริครู้สึกพอที ยอมแล้ว เริ่มตาสว่าง เริ่มฟื้นตัว และศาสนาได้เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจใหม่ของเคนดริคแล้วในตอนนี้ จากนั้นเคนดริคจึงเริ่มฝึกฝนตัวเอง ต้องเอาดีด้านแร็ปให้ได้ จนได้เข้าร่วมค่าย TDE และได้ไปแว๊บเข้าสายตา Dr. Dre สนใจร่วมงาน ก็เลย Dre ได้มาฟีทในเพลงสุดท้าย Compton รวมถึงเพลงโบนัส The Recipe มาช่วยกันสาธยายตำนานแห่งคอมป์ตันสืบต่อไป

ในส่วนของเพลงเสริมใส่เดอลุกซ์อัลบั้ม ล้วนเป็นเพลงที่สุดท้ายแล้วก็ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของอัลบั้มหลัก รวมถึงพวก ‘Country Building Blues’ ทีแรกวางแผนจะใช้เพลงนี้เป็นเพลงเปิด แต่สุดท้ายมาใช้เชอร์รีนแทน ซึ่งอันนี้เห็นด้วยมาก เพราะรู้สึกมันดูไม่ดาร์คพอสำหรับความต่อเนื่องของเพลงทั้งอัลบั้ม และเพลง Cartoon & Cereals ที่ไม่ได้ปล่อยออกมา และทำเป็นรีมิกซ์กับกลุ่ม Black Hippy และได้ศิลปินบิ๊กเนมอย่างพวก Lady GagaJay-Z (เคนดริคเรียกว่า “Big Homies” หรือพวกรุ่นใหญ่) มาร่วมด้วย เป็นสิ่งที่พูดได้ว่า Kendrick Lamar ประสบความสำเร็จในชีวิตศิลปินได้อย่างเต็มปาก โดยรวมแล้วอัลบั้มนี้ยอดเยี่ยมมาก อาจจะขาดเพียงช่วงท้ายที่เหมือนขาดความพิถีพิถันทำให้ฟังดูแผ่วปลายไปบ้าง มันก็ยังเป็นงานชิ้นโบว์แดงของเคนดริคสำหรับปีนั้น เป็นที่ยอมรับทั้งวงการเพลงแร็พและเพลงกระแส แม้ยังเป็นประเด็นดราม่าอยู่บ้างในเรื่องที่แกรมมีไม่ยอมให้รางวัลอัลบั้มแร็พแห่งปี แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าอัลบั้มนี้มันมีคุณค่ามากสำหรับโลกดนตรีมากกว่าที่ตาเห็น เป็นสิ่งที่แฟนฮิพฮอพโหยหามานานจริงๆ

Released in 2012
TDE / Aftermath / Interscope
 
Tracklist:
1. Sherane a.k.a Master Splinter’s Daughter
2. Bitch, Don’t Kill My Vibe
3. Backseat Freestyle
4. The Art of Peer Pressure
5. Money Trees (featuring Jay Rock)
6. Poetic Justice (featuring Drake)
7. Good Kid
8. M.A.A.D City (featuring MC Eiht)
9. Swimming Pools (Drank) (Extended version)
10. Sing About Me, I’m Dying of Thirst
11. Real (featuring Anna Wise)
12. Compton (featuring Dr. Dre)
Profile Photo

jitrpanupalarit

I write stuff

Related Posts

Good Intentions Nav นาฟ/แนฟ แรปเปอร์แคนาดาเชื้ออินเดียกลับมาพร้อมสตูดิโออัลบั้มชุดที่ 3 ...
jitrpanupalarit
Rough and Rowdy WaysBob Dylan การอำลาแฟนเพลงของปู่บ็อบ ? อัลบั้มลำดับที่ 39 ของ Bob Dylan ...
jitrpanupalarit
Cole Bennett หนุ่มอเมริกันจากรัฐอิลลินอยส์ กำลังจะมีอายุครบ 24 ในอีกไม่กี่วันนี้ ...
jitrpanupalarit