All About Music Thailand

The Marshall Mathers LP
Eminem 

ย้อนกลับไปเมื่อต้นศตวรรษที่ 21 มีระเบิดลูกนึงได้ระเบิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา ระเบิดลูกนี้ไม่ได้คร่าชีวิตคน แต่มันสั่นสะเทือนหลาย ๆ อย่างไม่ใช่แค่โลกดนตรี แต่รวมถึงทำให้เกิดการประท้วง เกิดเป็นที่ถกเถียงเป็นประเด็นต่าง ๆ มากมาย ด้วยฝีมือของชายตัวผอมผมบรอนซ์ชาวเมืองดีทรอยซ์คนนึง ไม่กี่ปีก่อนหน้านี้นั้น ชายคนนี้ไม่มีมีใครรู้จักเขาเลย ชายผู้ผิดหวังในความรัก สิ้นหวังจนเคยคิดฆ่าตัวตาย ชายผู้ที่ถูกพ่อทิ้งไปตั้งแต่ก่อนจำความได้ มิหนำซ้ำแม่แท้ ๆ ยังเกลียดเค้าจนมองหน้ากันแทบไม่ติด แต่มีสิ่งหนึ่งที่ทำให้เขาคนนี้นั้นผงาดขึ้นมาเป็นหนึ่งในศิลปินที่ส่งอิทธิพลที่สุด ทั้งในวงการเพลง วงการบันเทิง รวมถึงแวดวง Hip-Hop นั้นก็คือการ Rap ของเขานั้นเอง หลายคนรู้จักเขาในชื่อ “Eminem”(M&M) บางคนจดจำเขาในชื่อ “Slim Shady” “Marshall Mathers” หรือแม้แต่ ” Ken Kaniff “ วันนี้ผมขอหยิบยกอัลบั้ม Hip-Hop ที่จะเรียกได้ว่าเป็นที่รู้จักมากที่สุดอัลบั้มหนึ่งของโลกใบนี้ก็คงไม่ผิดนัก อัลบั้มที่มียอดขายรวดเร็วที่สุดของอเมริกาในสัปดาห์แรก แม้สถิติจะเพิ่ง ถูกทำลายโดยศิลปินสาว Adele เมื่อปีที่แล้ว แต่คงเอามาเทียบกันไม่ได้หรอกครับ เกริ่นมาซะยาวมาเริ่มกันเลยดีกว่าขอต้อนรับสู่โลกของเขาครับ 

“The Marshall Mathers LP”

 

การเอ่ยคำทักทายของศิลปินทุกคนบนโลกไม่ว่าเป็นเพลงเปิดอัลบั้ม หรือขึ้นแสดงสดคอนเสิร์ต ทุกคนคงอยากให้เป็นที่น่าพอใจใช่ไหมละครับ แน่นอนใครมั่งไม่อยากให้คนฟังประทับใจตั้งแต่ทักทายกันแรก ๆ Eminem ก็ทำได้น่าประทับใจมากเช่นกับด้วยการกล่าวทักทายใน Skit แรกก่อนเข้าสู่ Track แรกของอัลบั้มด้วยการบอกกับเราอย่างไพเราะว่า “I don’t give a fuck what you think”/”If you don’t like this you can suck my fucking cock” ใช่แล้วครับถ้าจะแปลเป็นไทยให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ “ไม่ชอบอัลบั้มนี้ก็ช่างหัวแม่งสิ” เป็นมุขตลกร้ายที่ร้ายโคตรๆ บรรกาศของอัลบั้มมันให้ความรู้สึกเหมือนเรานั่งดูหนังสยองขวัญอยู่ที่บ้านคนเดียว โดยที่เราต้องคอยเอามือบังตาไว้แล้วลุ้นว่าไอ้ตัวฆาตกรแม่งจะออกมาตอนไหน ใช่ครับ “The Marshall Mathers LP” ให้ความรู้สึกแบบนั้นเลย ตั้งแต่เปิดอัลบั้มเราจะได้ยินเขาบ่นด่า จิกจัดไปหมดล่อตั้งแต่ คนตาย แม่ตัวเอง สื่อสังคม ยันดารานักร้อง มาหมด อย่างที่บอกไปตั้งแต่ตอนต้น อัลบั้มที่แสนหยาบคายนี้เป็นอัลบั้ม Hip-Hop ที่ขายดีชนิดไม่มีใครหยุดอยู่ ลูกเล็กเด็กแดง ฟังกันแม่งแทบทุกคน มันเป็นปรากฏการณ์มาก ๆ ชนิดที่คนเกลียดอัลบั้มนี้ ถึงขั้นออกมาประท้วงเรียกร้องให้เขาออกมาขอโทษกับอัลบั้มนี้เลยทีเดียว  

 

 

 

เฉกเช่นเดียวกับ John Lennon ใช่ครับ Eminem แทบจะเปลือยความรู้สึกนึกคิดทุกอย่างลงในบทเพลงให้เราฟังโดยไม่เกรงกลัวความผิดหรืออะไรเลย เขากล้าที่จะสื่อสิ่งที่เขาคิดออกมาได้อย่างสื่อตรง ตรงไปตรงมา ชัดเจนไม่อ้อมค้อมอะไรเลยทั้งนั้น ยกตัวอย่างง่าย ๆ เลยอย่างในเพลง “Kim” ที่เขา Rap เกี่ยวกับอดีตภรรยาของเขา มันเป็นเพลงที่ผมแทบลืมหายใจเลยขณะฟัง เปรียบเหมือนหนัง Snuff film เรื่องนึงเลยก็ว่าได้ บรรยากาศตรึงเครียดสมจริง อย่างกับเขาดึงเราเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์จำลองที่เขาสร้างขึ้นมานี้ ผมละไม่อยากนึกหน้าหรืออารมณ์ของพวก Produced ในห้องอัดเลยจริง ๆ ว่าจะอึ้งขนาดไหน ความสมจริงที่มันจริงโคตร ๆ ของอัลบั้มนี้เองที่มันทำให้อัลบั้มเป็นที่นิยมอย่างแรง และยิ่งแรงขึ้นมาก ๆ เมื่อกระแสเกี่ยวกับการพูดถึงอัลบั้มเป็นวงกว้างมากเท่าไหร่ ยิ่งขายดียิ่งขึ้นเท่านั้น

 

 

“คิดว่ากูเกลียดเกย์เหรอ มันก็แน่นอนสิวะ” ประเด็นที่จะพูดถึงไม่ได้เลยเกี่ยวกับอัลบั้ม เรียกได้ว่าเขาแทบจะด่า เพศที่สาม ทุก ๆ 1 นาทีตลอดอัลบั้มเลยก็ว่าได้ แม้เขาจะออกมาขอโทษในภายหลัง แต่ก็ต้องยอมรับว่าเขาเป็นผู้จุดกระแสตัวเป้งคนนึงให้สังคมเกลียดเกย์เลยทีเดียว Eminem มักมีมุขตลกเกี่ยวกับการล้อเลียนที่ “แรง” จนเกินเหตุเกินไป (มันขนาดนั้นเลยเหรอ?) แน่นอนครับ อัลบั้มนี้มันแรงขนาดไหน ถึงขนาดต้องตัดคำบางคำออกจากเพลงเลยละครับ ไม่อย่างนั้นนี้ถึงขั้นขึ้นโรงขึ้นศาลกันได้เลย เช่น ในเพลง “I’m back” ที่มีอยู่ท่อนนึงเขา Rap เกี่วกับจับเด็กมายืนเรียงแล้วเอาปืน AK ยิงให้ตาย อะไรทำนองนี้ ใช่ครับ มันแรงมาก ๆ จะใช่คำว่าโคตรเหี้ยเลยก็ได้ไม่ผิดนัก เพราะเพลงของเขาส่วนใหญ่นั้นมีการแต่งมาก่อนหลายปีก่อนที่เขาจะดัง เขาเลยใส่เต็มจนพอจะทำออกขาย มันจึงต้องตัดออก ขนาดว่าอเมริกาเสรีแล้วนะเนี่ย

 

 

 

ครึ่งแรกของอัลบั้มคือที่สุด ต้องยอมรับเลยว่า Eminem เอาอยู่มาก ๆ ครึ่งทางของอัลบั้มเป็นอะไรที่เรียกได้ว่า สุดๆ เป็นจุดสูงสุดของเขาอย่างแท้จริง บีทของ Dr.Dre บวกกับการ Rap จนไมค์ไหม้เป็นไฟของเขา เข้ากันจนเหมือนเป็นน้ำเดียว ไล่มาตั้งแต่ “Kill you” Track เปิดอัลบั้ม ที่เป็นที่โจษจันอย่างมาก Eminem เผยภายหลังว่าเขาเพียงต้องการ Rap แรงๆ ให้ผู้คนที่คิดว่าเขาจะเปลี่ยนไปเมื่อมีชื่อเสียง (หลังความโด่งดังจากอัลบั้มแรก) ได้รู้ว่าเขาไม่ได้เปลี่ยนไป เขายังโหดดิบ เถื่อน ซึ่งก็เป็นแบบนั้นจริง ๆ เพลงนี้แรงขนาดสตรีหลายเลขสองของสหรัฐออกมาวิจารณ์เลยนะเออ และ Track ถัดมาที่ดึงอารมณ์เราขึ้นไปสูงยิ่งกว่าเดิมกับเพลง “Stan” เพลงที่ Eminem ได้แรงบันดาลใจจากเพลงของ Dido ศิลปินสาวจากเกาะอังกฤษ Eminem เล่าว่าขณะฟังเพลง “Thank you” ของเธออยุ่ๆ เขาก็นึกขึ้นมาได้ว่า เห้ยทำไมเราไม่ลองทำเพลงเกี่ยวกับแฟนคลับบางคนที่แม่งคลั่งเราแบบสุดๆ ดูวะ ผลออกมาเป็นที่น่าประทับใจสุด ๆ เขาเล่าบรรยายแบบถึงอารมณ์มาก ๆ แสดงให้เห็นศักยภาพในด้าน Storytelling ของเขาอย่างมาก เพลงสมจริงถึงขนาดมีคนคิดว่าตัวละคร Stan ในเพลงมีตัวตนอยู่จริงๆ เลยทีเดียว (รวมถึงผมด้วย ฮ่า) และ Track ถัดมา “Who knew” ที่เขาวิจารณ์สังคมอเมริกาที่ชอบป้ายสีเขาว่าเป็นตัวยุยงผู้คน ทั้งๆ ที่ Eminem มองมันว่ามันก็เป็นเพียงแค่เพลง ผู้คนแยกแยะไม่ได้เองรึปล่าว (อารมณ์เหมือนสื่อที่ชอบโทษเกมส์) และ อีก 2 เพลงถัดมาที่ประสบความสำเร็จด้านชาร์ตเพลงมาก ๆ แถมเป็นตัวสำคัญที่ดันอัลบั้มให้เป็นที่รู้จักด้วย นั้นคือ “The way I am” และ “The real Slim shady” สองเพลงนี้อัดในเวลาไล่เลี่ยกัน โดย TWIA นั้นอัดก่อน ซึ่งเป็นเพลงที่ทำให้ Emienm เป็นที่ยอมรับในหมู่คนผิวสีมาก ๆ เพลงวิจารณ์สื่อสังคมเฉกเช่น “Who knew” แต่มีการเล่นคำที่สวยงามและ Class กว่ามาก ส่วน TRSS ที่ดูเป็นเพลงที่เป็นมิตรกับคลื่นวิทยุที่สุดในอัลบั้ม เขาก็ไม่ทำให้ผิดหวังเรียกได้ว่าเป็นตัวจุดฉนวนแรกของอัลบั้มเลยก็ว่าได้ “Remember me?” เพลง Hardcore ที่ได้ RBX กับ Sticky fingaz มาร่วมแจ่มที่ไม่วายวกมากัดเพศที่ 3 อีกแล้ว “I’m back” เพลงที่โคตร wordplay เหี้ย ๆ ที่สุดของอัลบั้ม ก่อนจะเข้าสู่เพลงช้า “Marshall Mathers” เพลงที่ใช่ชื่อจริงของเขาเป็น Title เพลงบ่นเกี่ยวกับความเฮงซวยในชีวิตของเขา เป็นอีกเพลงช้าที่ดีที่สุดของ Eminem สำหรับผมด้วย

 

จุดบอดของอัลบั้ม ตั้งแต่ “Kill you” จนถึง “Marshall Mathers” สำหรับผมคือมีเท่านั้นก็สุด ๆ แล้ว แต่ Eminem ยังไม่พอเขาพาเราเข้าครึ่งหลังกับ Skit (Ken Kaniff) ที่ผมให้คำจำกัดความว่าโคตรจังไร อยากรู้ว่าทำไมต้องลองไปฟังกันดูครับ “Drug ballad” ที่ Eminem เรียกมันว่าเพลงรักของเขา ก็ตามชื่อเพลง ความรักกับยาเสพติดของเขาก็ตัดกันไม่ขาด (สมัยแกยังเล่นยา) อัลบั้มค่อย ๆ เพิ่มความเข้มข้นขึ้นทีละเพลง “Amityville” ที่จังไรไม่แพ้กัน และ “Bitch please ll” เพลงรวม All Star แห่งยุค Hip-Hop ที่ Old-School เหี้ย ๆ และก็กัดชาวสีม่วงอีกเช่นเคย ก่อนที่จะขึ้นสู่จุดพีคที่สุดของอัลบั้มสำหรับผมนั้นคือเพลง “Kim” นั้นเอง แต่ไม่รู้ด้วยอะไรดลใจ Eminem แก ดันใส่เพลงต่อจากเพลง “Kim” ที่ดับอารมณ์ ดับ Inner คนฟังสุด ๆ นั้นคือเพลง “Under the influence” ที่โคตรไม่เข้าอะไรเลย เป็นจุดบอดเล็ก ๆ แต่มันรุนแรงภาพรวมของอัลบั้มมาก ๆ ต้องบอกก่อนว่าเพลงนี่ไม่ใช่เพลงที่ “ห่วย” แต่มันโคตรไม่เข้ากับอัลบั้ม แล้วป๊าแกดันเสือกเอามาใส่ถัดจาก “Kim” นั้นคือเหตุผลสำหรับผมที่อัลบั้มตำนานนี้ไม่ได้ เต็ม 10 แน่นอนครับถึงผมจะอวยแกสุด ๆ แต่มันไม่ใช่จริง ๆ แต่แกยังแก้ตัวกับเพลงสุดท้ายได้นั้นคือ”Criminal” เพลงที่แฟนครับ Versace ฟังแล้วต้องอยากตบกบาลแกแน่ ๆ อีกหนึ่งเพลงขึ้นหิ้งที่ปิดอัลบั้มอย่างสวยงามเลยทีเดียว

 

 

สรุปนี้คืออัลบั้มที่ผมจำกัดความให้ง่าย ๆ ก็คือ “Pulp Fiction” แห่งโลกดนตรี มันมีทั้งอารมณ์ ตลก จังไร ทุเรศ โหด ดิบ เถื่อน มีหมด ทั้งยา ด่าเพศแม่ ด่าแม่ ด่าชาวสีม่วง ฆ่าเมียตัวเอง นี้คือที่สุดของความแรงเท่าที่ Rapper คนนึงจะทำได้แล้วละครับ ที่ตลกคือขายดีเป็นเทน้ำเทท่าด้วยนี้แหละ ถ้าถามว่าเพลงไหนคือที่สุดของอัลบั้มผมยกให้ “Kim” และ “I’m back ” คือที่สุดจริงๆ

 

Released in 2000
Aftermath / Interscope
 
Tracklist:
1. Public Service Announcement 2000 (performed by Jeff Bass and Eminem)
2. Kill You
3. Stan (featuring Dido)
4. Paul (skit) (performed by Paul “Bunyan” Rosenberg)
5. Who Knew
6. Steve Berman (skit) (performed by Eminem and Steve Berman)
7. The Way I Am
8. The Real Slim Shady
9. Remember Me? (featuring RBX and Sticky Fingaz)
10. I’m Back
11. Marshall Mathers
12. Ken Kaniff (skit)
13. Drug Ballad (featuring Dina Rae)
14. Amityville (featuring Bizarre)
15. Bitch Please II (featuring Dr. Dre, Snoop Dogg, Xzibit and Nate Dogg)
16. Kim
17. Under the Influence (featuring D12)
18. Criminal
Profile Photo

Phattadon Nilphat

Philosophy, History, and Music.

Related Posts

Good Intentions Nav นาฟ/แนฟ แรปเปอร์แคนาดาเชื้ออินเดียกลับมาพร้อมสตูดิโออัลบั้มชุดที่ 3 ...
jitrpanupalarit
Rough and Rowdy WaysBob Dylan การอำลาแฟนเพลงของปู่บ็อบ ? อัลบั้มลำดับที่ 39 ของ Bob Dylan ...
jitrpanupalarit
Cole Bennett หนุ่มอเมริกันจากรัฐอิลลินอยส์ กำลังจะมีอายุครบ 24 ในอีกไม่กี่วันนี้ ...
jitrpanupalarit