All About Music Thailand


To Pimp a Butterfly
Kendrick Lamar

To Pimp a Butterfly สตูดิโออัลบั้มชุดที่สามของศิลปินอันเดอร์ด็อค Kendrick Lamar คือหนึ่งในงานดนตรีศิลปะที่มืดหม่นและทรงพลังที่สุดในประวัติศาสตร์ของฮิพฮอพ  ข้อความที่ส่งผ่านเนื้อเพลงและงานโปรดัคชั่นเป็นตัวแทนของดนตรีใประวัติศาสตร์คนผิวสี สวมจิตวิญญาณของศิลปินโรงเรียนเก่า แสดงผลออกมาควบคู่กับเรื่องราวชีวิตปัจจุบันของตัวเอง ซึ่งทุกจุดสามารถเชื่อมโยงกันได้อย่างน่าชื่นชม งานละเอียด  masterful ยิ่งกว่า good kid, m.A.A.d city เช่นเดียวกับ “Black Messiah” ของ D’angelo อัลบั้มที่มีแนวเพลงเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวทางสังคมคนผิวสีปล่อยออกมาในเวลาไล่เลี่ยกัน และทั้งคู่ทำได้อย่างยอดเยี่ยม กลบกระแสแทรปแร็พที่กำลังมาแรงได้ถึงช่วงนึง การประยุกต์ใช้แนวดนตรีแร็พผสมผสานกับยุคเก่า ซึ่งเขาขึ้นชื่อเรื่องใช้ดนตรีแจ๊สนับตั้งแต่ Section.80 ตามสไตล์ที่โดดเด่นของ TDE แต่มันถูกตัดขาดไปช่วงหนึ่งเนื่องจากความจำเป็นของการกำหนดธีมในอัลบั้มต่อมา (good kid) และกลับมารื้อฟื้นใหม่พร้อมเพิ่มระดับด้วยการรวมเอา แจ๊ส ฟังก์ โซล บวกฝีมือแซกของ Terrace Martin นับว่าถึงจุดพีคสุดนับตั้งแต่ทำงานกับ Kendrick มา เช่นเดียวกับงานโปรดิวซ์ที่ยอดเยี่ยมของ Thundercat, Flying Lotus ส่งผลออกมาเป็นผลงานที่ทรงพลังทั้งด้านดนตรีและความหมายในบทเพลง การทำงานส่วนบีทเป็นการออกแบบที่เป็นวงดนตรี(แจ๊ส) ฟรีแจ๊สในเพลง For Free? อันน่าตื่นตาตื่นใจทำให้เราได้เห็นถึงอัจฉริยะด้านการโฟลวของ Kendrick อีกครั้ง (สังเกตได้ถึงการแร็พแทบทุกสไตล์ในอัลบั้มนี้) และความสามารถด้านการเล่าเรื่องที่ยังคงระดับสวยงามและลงตัว ในเพลง How Much a Dollar Cost,  The Blacker The Berry ยังคงไว้ซึ่งกลิ่นอายของบูมแบ็บแร็พ ได้แรงบันดาลใจจากแนวเพลงเก่าๆ ส่วนใหญ่เป็นผลงานของศิลปินผิวสีในอเมริกา เช่น Tupac Shakur, James Brown, George Clinton, Paliament, Boris Gardiner ขณะเดียวกันก็ไม่ทิ้งแนวดนตรีประยุกต์จากคอมป์ตันฮิพฮอพที่ยังมีให้ได้ยิน “King Kunta” ที่แซมเพิ่ลจากบีทจี-ฟังก์ของ DJ Quik ขณะเดียวกัน Dr.Dre, Snoop Dogg ก็มาร่วมเป็นภาพลักษณ์สำคัญให้อัลบั้ม ที่สำคัญ คนที่เคนดริคเลือกให้มามีส่วนร่วม Featuring ในอัลบั้มนี้ ล้วนต้องมีอิทธิพลหรือเกี่ยวข้องกับคอนเซปอัลบั้มไม่มากก็น้อย (สำหรับงานนี้จึงแทบจะเป็นคนผิวสีทั้งหมด)

 

       การกำหนดแนวเพลงรูปแบบนี้มีส่วนช่วยในการการกำกับอารมณ์ของผู้ฟังแบบเพลงต่อเพลง “Wesley’s Theory” ให้ความรู้สึกเริ่มเปิดม่านการแสดงประวัติศาสตร์จากม้วนฟิล์มเก่าๆ ความรู้สึกที่เราไม่ใช่รับฟัง มันคือรับชมภาพในสุนทรพจน์จากนักพูดคนหนึ่ง การกำหนดคาแร็คเตอร์เดียวกันแต่สามารถสื่อได้มากความหมายหลากหลาย แตกต่างจาก Good kid ที่เป็นการออกแบบจากคนจริงในเรื่องราวที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาจริงในสถานที่ที่จำกัด อารมณ์แต่เพลงมีความโดดเด่นและเน้นหนักถูกจัดเป็นส่วนๆ ความรู้สึกทะเยอทะยานและสนุกสนานถูกนำเสนอด้วยจังหวะเพลงฟังก์ ดิสโก้ และแก๊งสเตอร์แร็พ จากนั้นจึงลงลึกและใส่รายละเอียดในการแสดงอารมณ์ด้านบวกด้านลบ ดนตรีโซล และการเล่นเสียงหลายระดับ โกรธเกรี้ยว กรีดร้อง ครวญคราง ช่วยอธิบายจุดประสงค์ของเนื้อเพลงในตัวมันเอง ห้วงความคิดของเคนดริคไม่เคยห่างไปจาก การเมือง บุคคลสำคัญในอดีต การงานการเงิน ความสำเร็จ และความเลวทรามของอุตสาหกรรมดนตรีที่ตัวเองเกี่ยวข้องโดยตรง เคนดริคไม่ใช่แค่แรปเปอร์ประเภทที่ว่า “เออคนตาย ตำรวจฆ่า คนดำไปทำอะไรให้? เหยียดว่ะ คนขาวแม่งเหี้ย รวยแล้วผิดเหรอ?” แต่เคนดริคพยายามที่จะยื่นกระจกให้เรามองภาพสะท้อนและตีความปัญหาตามเหตุผลหลายๆ มุมมอง หวังเหลือเกินให้ทุกคนพยายามฟังและเข้าใจสิ่งที่อัลบั้มพยายามบอก ทุกส่วนของอัลบั้มบ่งชี้อุทาหรณ์ถึงสิ่งที่เคยเกิดขึ้นแล้ว อธิบายสิ่งเป็นอยู่ และเตือนถึงสิ่งที่จะเกิดต่อไปในอนาคต เราควรใช้ชีวิตอยู่กับมันอย่างไร คุณไม่จำเป็นต้องเข้าใจทุกปรัชญาที่แฝงอยู่ในนั้น ไม่ว่ามันจะทำให้คุณรู้สึกดีหรือแย่หลังจากเข้าใจมัน แค่สนุกไปกับมันก็พอครับ คุ้มค่าเสียเวลาแน่นอน ความสมบูรณ์แบบของอัลบั้มเป็นตัวยืนยันอย่างดี

 

 

 

* เนื้อหาสาระในเนื้อเพลงมีค่อนข้างมาก ก็เลยขออนุญาตสาธยายภาพรวมของอัลบั้มก่อน แล้วแยกสตอรี่ไว้เป็นเซคชั่นต่อจากนี้เลย

 

—————————————-

 

 

           หลังจาก “Good kid” ได้หลุดพ้นจาก “Maad City” เด็กชายผู้รอดชีวิต Kendrick Lamar ออกไปยืนหยัดบนโลกภายนอกได้อย่างสมภูมิ ในฐานะแรปเปอร์ดาวรุ่ง แนวหน้าของแร็พเกม และที่สำคัญ เป็นกระบอกเสียงสำคัญคนใหม่ของพลเมือง Compton เคนดริคจุดประกายความหวังให้ชุมชนบ้านเกิดของตัวเอง ดึงดูดสายตาและเสียงวิพากย์วิจารณ์ รวมถึงทำให้วงการฮิพฮอพดูมีสีสันขึ้นในหลายๆทาง การแข่งขันที่เข้มข้นกว่าเดิมของแรปเปอร์และศิลปินชั้นแนวหน้า ก่อให้เกิดคำถามพาดหัวสำคัญในหัวของแฟนเพลงและคนในวงการบันเทิงว่า “แล้วเคนดริคจะทำอะไรต่อวะ?” หลังจากประสบความสำเร็จ ร่ำรวย (ซื้อบ้านใหม่ให้พ่อแม่ และไปอยู่กับแฟนที่อื่น) ไปที่ไหนใครก็รักและได้รับความเคารพรัก มีเครดิตเหลือเฟือจากงานที่ผ่านมา เคนดริคจะทำ…ไม่สิ คำถามคือ เขาจะเป็นยังไงต่อไป คำถามนี้ก่อเกิดเป็นหนึ่งในโครงร่างสำคัญของทั้งอัลบั้ม เกิดอะไรขึ้นกับศิลปินและคนสำคัญต่างๆ ในโลกที่ได้รับชื่อเสียงครั้งแรก ทำไมบางคนถึงล้มเหลวและเสียมันไป ทำไมบางคนรักษามันไว้ได้ แล้วทำไมบางคนถึงได้เป็นตำนาน เรื่องนี้มีคำตอบกระจ่างทุกจุด แต่ไม่ใช่ด้วยการป่าวประกาศตอบคำถามหน้าจอทีวี ในฐานะแรปเปอร์ เคนดริคใช้เพลงของเขาเป็นผู้พูดแทนทั้งหมด ดังนั้นเมื่อปล่อยอัลบั้มแล้ว เคนดริคเงียบเฉย และปล่อยให้ผู้ฟังรับรู้และเข้าใจผ่านการประมวลผล เกิดเป็นทฤษฎีของแต่ละคน ประเด็นต่างๆ ผุดขึ้นมากมาย หลักๆ คือความเปลี่ยนแปลงของแนวเพลง ที่ค่อนข้างเป็นแนวทดลอง ไม่เคยมีคนทำมาก่อน และเรื่องราวที่ส่งผ่านถึงผู้ฟัง ที่จำได้ว่าตอนนั้น “งง” กันถ้วนหน้า นำมาซึ่งเสียงวิจารณ์ทั้งแง่บวกแง่ลบ ซึ่งเฉลยเรื่องราวทั้งหมดนั้นเคนดริคออกมาตีแผ่เองในภายหลัง

 

 

        เสียงเตือนจาก Dr. Dre ที่โทรศัพท์คุยกับเคนดริคในเพลงแรก “Wesley’s Theory” ดังสะท้อนเรื่องราวตลอดทั้งอัลบั้ม เสียงจากผู้มากประสบการณ์บอกเคนดริคว่าการได้ชื่อเสียงมานั้นง่าย แต่จะรักษาไว้นั้นยากสัสๆ (The hard part is keepin’ it, motherfucker!) Dre เองหลังจากช่วยงานเคนดริคในอัลบั้มก่อน ก็ค่อยๆปล่อยทั้งให้เคนดริคเดินงานของตัวเองให้เต็มที่บ้าง เนื่องจากคอนเซ็ปของอัลบั้มนี้ตัวเองก็ไม่เกี่ยวเท่าไหร่แล้ว ส่วนคนที่มีอิทธิพลสำคัญที่สุดเห็นจะเป็น 2Pac ไอดอลในใจเคนดริคตั้งแต่เด็ก 2Pac นั้นนอกจากการเป็นศิลปินแล้วยังเป็นนักเคลื่อนไหวสังคม เรื่องการเหยียดผิว เชื้อชาติ และต่อต้านระบบสังคมคนสำคัญในอเมริกา จึงส่งผลให้มันเป็นรากฐานสำคัญในอัลบั้มนี้อย่างแท้จริง แต่บุคคลแรกที่อัลบั้มพูดถึงนั้น ตามชื่อเพลงแรกเลยคือ Wesley Snipes นักแสดงที่เคยมีเรื่องพัวพันกับการโกงภาษีในช่วงปี 00′ เคนดริคใช้ตัวอย่างของเขา ในการตั้งทฤษฎีของตัวเองขึ้น (Wesley’s Theory) ทฤษฎีที่ว่าด้วยการโจมตีระบบทุนนิยมและผู้บริโภคในอเมริกา Wesley เองก็เคยร่ำรวยเช่นกันจนกระทั่งเผลอประมาทเลินเล่อจนล้มละลาย และถูกกลืนกิน(เข้าคุก)ด้วยระบบภาษีในที่สุด เพลงทั้งเพลงนี้คือการเกริ่นประเด็นสำคัญแทบจะทั้งอัลบั้ม ท่อนแรกในเพลงคือเคนดริคจากอัลบั้มก่อนโผล่มาแสดงทัศนคติแบบเด็กหนุ่มรวยเรื้อนโลกด้วยการบอกว่า ต่อไปนี้แหละ กูจะทำอะไรก็เรื่องของกู จะซื้ออะไรหรูๆก็เรื่องของกู กูจะซื้อปืนแจกคนทั้งคอมป์ตัน (ตรงนี้เหมือนจะจิกกัดคดีสมัยที่รัฐบาลมีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้าอาวุธด้วย) กูจะบุกทำเนียบขาวก็ได้ ก็กูรวยแล้วนี่! และตรงนี้คือส่วนสำคัญที่บอกชัดเจนว่า Kendrick Lamar กำลังโดน Pimp เข้าแล้ว แล้ว Pimp ในอัลบั้มนี้คืออะไร?

 

 Pimp 

คือการโดนเสกสรรปั้นแต่งจนเสียความเป็นตัวตนของตัวเอง

เพื่อเอื้อประโยชน์ของผู้ที่กระทำหรือฝ่ายที่กำลังครอบงำ

 

 จากนั้น ท่อนที่สองได้มีการเปิดตัวผู้มีบทบาทสำคัญของอัลบั้ม จะขอสรุปให้ ตัวตนของมันแบ่งเป็นหลายส่วนแต่เป็นตัวแทนที่มีจุดประสงค์เดียวกัน ก็จะมี อเมริกา, ระบบที่ปกครองอเมริกา, Uncle Sam, Lucy และผู้หญิง (ในเพลง For Free?) มันปรากฏตัวครั้งแรกเพื่อแนะนำตัวกับเคนดริคที่กำลังเพลิดเพลินในโลกโลกีย์ใหม่ๆ พร้อมข้อเสนอหรือทางเลือกอันแสนยั่วยวน “What you want? You a 1. house or a car? 2. Forty acres and a mule? 3.  a piano, a guitar?” ทั้งสามสิ่งเป็นตัวแทนของ

 

1.ความมักมากในด้านวัตถุ – คุณจะยอมทำอย่างนี้ๆ เพื่อสิ่งต่างๆที่เราจะให้ไหม บ้าน รถ เหล้ายา แก้วแหวนเงินทอง มันคุ้มนะ 

2.การยึดมั่นในกำพืดของตัวเอง (คนผิวสี) – คุณจะยอมทิ้งเหล่ากอของตัวเองไหม คุณไม่จำเป็นต้องพึ่งพวกเขาแล้วนี่ ทิ้งไปเหอะ 

3.จิตวิญญาณศิลปิน – ทำเพลงฮิต เพลงป๊อป เพลงอะไรง่ายๆให้คนชอบสิ ถ้าคุณยังมัวทำเพลงยากๆ เข้าถึงคนก็ยาก เงินก็น้อย จะทำไปทำไมเล่า

 

Uncle Sam ผู้นี้ถามต่อว่าอยากได้อะไร เรายินดีรับใช้ ไม่มีค่าชดใช้? ยืมก่อนก็ได้ นั่นทำให้มันตรงตามทฤษฎีใน Wesley Theory เมื่อคุณเริ่มร่ำรวย มีหน้ามีตา มันจะมีข้อเสนอที่คุณสามารถเข้าร่วมเพื่อเดินต่อไปในทางที่ดีกว่า (ภาษี) คุณอาจรู้สึกปล่อยภัยเมื่อถูกคุ้มครองดูแลโดยคนที่มีอำนาจบาทใหญ่ แต่นั่นคือการโดนจูงจมูก ได้อยู่ได้กินสบายๆตามคำสั่ง เพียงเพื่อรอวันโดนเชือดเท่านั้น คุณจะสังเกตว่าไม่เพียงแต่ศิลปินที่สามารถใช้อิงถึงทฤษฎีนี้ ถ้าดูตามบริบทของอัลบั้ม มันหมายถึงประชาคมคนผิวสีทั้งหมดตั้งแต่อดีตจนปัจจุบันที่ตกเป็นทาสใต้การปกครองทั้งทางตรงและทางอ้อม อเมริกาจะแสร้งทำเป็นให้ความช่วยเหลือหรือหยิบยื่นโอกาสให้คุณ คุณจะได้สิ่งที่ต้องการ แต่สุดท้ายจะเป็นอเมริกาเองที่ได้ผลประโยชน์สูงสุด

ภาพจากเว็บไซต์ idownloadblog.com

   และสาเหตุสำคัญที่ทำให้เคนดริคอยากให้เราโฟกัสไปที่คนผิวสีมากกว่ากลุ่มอื่นก็คือ Black Stereotypes จะให้อธิบายก็คือ สิ่งที่เป็นภาพพจน์ของมัน สิ่งที่พูดถึงปุ๊บปั๊บจะนึกถึงคนผิวสีทันที เช่น การแร็พ ทาส ยากจน ยาเสพติด ความรุนแรง แก๊งอันธพาล ชอบกินไก่, แตงโม หรือกระทั่งอวัยวะเพศที่ใหญ่กว่าชาติพันธุ์อื่น (อิจฉาจากใจ) มันเป็นสิ่งตายตัวที่ทุกยุคสมัยถูกตีตราไว้ แม้แต่ยุคปัจจุบันที่คนผิวสีเป็นประธานาธิบดีแล้วก็ตาม โชคร้ายเหลือเกินที่สิ่งเหล่านี้ทำให้คนผิวสีนั้นง่ายต่อการถูกโจมตีและมองในแง่ลบ ไม่ว่าพวกเขาจะผิดจริงหรือไม่ ในท่อนหนึ่งของเพลงแรกที่ว่า “We should’ve never gave niggas money” นั้นไม่ได้หมายถึงว่าพวกเขาไม่สมควรได้มีเงินมีทองใช้ แต่เป็นการถูกมองว่าพวกเขาจะนำไปใช้ในทางที่ผิดหรือไม่ หรือไม่ก็มองว่าแค่เพียงว่าหาเงินมาโดยวิธีไหน สื่ออเมริกาจะเพ่งเล็งไปแค่ตรงนั้น จริงๆ ในแง่มุมนี้ เคนดริคเองก็เป็นเหยื่อรายใหญ่เลยทีเดียว (ดำ,รวย,เก่ง) อาวุธเดียวที่เคนดริคใช้ต่อต้านในตอนนั้นคือพยายามสร้างคุณค่าของตัวเองขึ้นมา “This dick ain’t freeee” ในเพลง For Free? เคนดริคใช้การอุปมาร่างกาย (ทางเพศเป็นส่วนใหญ่) เช่นในเพลง For Free? และ These Walls  เป็นเพลงที่เคนดริคดูเลวที่สุดในอัลบั้ม ตอนที่เคนดริคใช้ความแค้นและความใคร่แอบมีเพศสัมพันธ์กับหญิงคนหนึ่งที่เป็นแฟนของคนที่เคยฆ่าเพื่อนเขา ซึ่งขณะนั้นอยู่ในคุก “Dick” ของเคนดริคยังสามารถสื่อความหมายถึง ความสามารถ พรสวรรค์ เป็นสิ่งที่โดดเด่นในด้านต่างๆ ของคนผิวสี และ “Walls, Pussy” หรือผู้หญิงในเพลงอาจหมายถึงได้หลายอย่างแล้วแต่บริบท รวมๆแล้วตีความได้เป็นสิ่งที่เคนดริคต้องเผชิญ “Life ain’t shit but a fat vagina” โดยการใช้จู๋ของเขาต่อสู้ หลังจากที่เมื่อก่อนเคนดริคทำงานเพียงเพื่อดิ้นรนให้รอดไปวันๆ แต่หลังจากได้เข้าใจและเห็นคุณค่าของตัวเอง จู๋ของเคนดริคก็ไม่ฟรีสำหรับอเมริกาอีกต่อไป จากปุถุชน ขุนนาง เคนดริคเพิ่มระดับตัวเองเป็นคิงในเพลง King Kunta จาก Kunta kinte ตัวละครในนวนิยายเกี่ยวกับทาสในศตวรรษที่18 kunta โดนตัดขาข้างหนึ่งจากการพยายามหลบหนี คล้ายกับที่เคนดริคต้องสูญเสียหลายอย่างกับการไต่เต้ามาสู่ระดับนี้และยังเดินต่อไปได้ ทั้งยังเป็นการเปรียบเทียบระดับชั้นที่ต่างกันของสถานะทาสแบบ Kunta Kinte กับสถานะกษัตริย์สูงสุดก็คือ King Kunta ในเพลงยังหลอกด่าคนที่เคยเป็นอุปสรรคหรือเคยดูถูกเขาไว้ แล้วตอนนี้เป็นไง? เพลงจบด้วยการเริ่มของบทกวีท่อนแรก บทกวีถูกแบ่งเป็นส่วนๆโดยแต่ละส่วนมีความสัมพันธ์กับเพลงนั้นๆที่นำเสนอมา ซึ่งเป็นลูกเล่นที่โคตรสุดยอดของอัลบั้ม แล้วจะสรุปใจความทั้งหมดของบทกวีนี้ให้ในช่วงท้ายครับ

    อย่างที่พูดไป อัลบั้มนี้เจาะจงถึงปัญหาของระบบ จึงมีการลงลึกถึงแก่นของสถาบันและองค์กรต่างๆว่าปัญหาอยู่จุดไหน เพลง “Institutionalized , “These Walls เป็นการวิจารณ์โดยตรงถึงความหลอกลวงของการจัดตั้งสถาบันชนชั้นต่างๆของอเมริกา ทั้งคนร่ำรวยยากจนล้วนอยู่ในสถานภาพเดียวกันเมื่อมองในภาพรวมของระบบที่ใช้ปกครองประเทศ การที่เคนดริคเริ่มร่างภาพชีวิตในอุดมคติ สิ่งที่เขาควรจะเป็นหรือได้รับ ทำให้ค่อยๆตระหนักรู้สิ่งที่โอบล้อมและชักใยเขาอยู่เบื้องหลัง กำแพงที่เราอาศัยอยู่ ต้องนับถือความอัจฉริยะของเคนดริคในการนำเสนอเกี่ยวกับเรื่องกำแพงที่เราสามารถตีความได้หลายระดับ นอกจากการตีความผิวเผินที่สื่อถึงอวัยวะเพศหญิงแล้ว “These Walls” ยังหมายถึงกำแพงคอมป์ตัน กำแพงเรือนจำ กำแพงที่อุปมาเป็นโครงสร้างระบบ และกำแพงในจิตใต้สำนึกของเราเอง ส่วนผู้ที่อยู่ต่อหน้ากำแพงพวกนี้นั้นไม่ใช่เพียงเคนดริค มันหมายถึงคนในสังคมของเขา ตัวเรา และทุกคนที่รู้ตัวว่าจุดยืนยังไม่หลุดออกไปจากวงวนเหล่านี้

    ว่าโดยหลักการแล้ว เคนดริคได้หนีจากกรงขัง Compton เพื่อมาอยู่ในคุกที่ใหญ่กว่าเดิมเท่านั้นเอง ตรงนี้เองที่ความดาร์คของอัลบั้มถึงจุดเดือดสุด  “u” เพลงที่ชื่นชอบที่สุด หลากหลายอารมณ์ด้านลบที่รบเร้ากับเคนดริคตลอดมา ถูกเปิดออกอย่างหมดเปลือก นอกจากเคนดริคถูกกดดันและได้รับความเกลียดชังจากบุคคลในวงการภายนอก ไม่เพียงเท่านั้น เขาถูกคนจากบ้านเกิดตราหน้าว่าเป็นพวกหักหลัง ทิ้งครอบครัวตัวเอง (ตอนที่ยังเที่ยวๆอยู่น้องตัวเองก็ดันท้อง เพื่อนก็มาตายไม่รู้เรื่อง) เห็นแก่ตัว ลืมกำพืด ใช้เรื่องราวของบ้านเกิดตัวเองหากิน คนรู้จักเก่าๆ ของเขาปรับตัวไม่ได้กับความเปลี่ยนแปลงของการใช้ชีวิตเซเลปแบบที่เคนดริคเป็น สิ่งที่เคนดริคทำทั้งหมดหลังจากมีชื่อเสียงไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น มองย้อนกลับไปใน Compton คนเคยฆ่ากันยังไงก็เป็นอยู่อย่างนั้น เมื่อสภาพจิตใจของเคนดริคกำลังย่ำแย่นั่นเอง ความรู้สึกผิดที่หนักหน่วง เคนดริคเริ่มหันไปพึ่งแอลกอฮอล์ ซึ่งยื้อให้สถานการณ์แย่เข้าไปใหญ่ และเมื่อใจตกต่ำไร้เครื่องป้องกัน ด้านมืดของเคนดริคหรือก็คือ Lucy(Lucifer/ซาตาน) ที่ถือโอกาสสวยรอยเข้ามา โผล่มาในพูดคุยผ่านกระจกเพื่อเพิ่มความคิดในแง่ลบในหัวเคนดริค จนถึงจุดที่คิดฆ่าตัวตายกันเลยทีเดียว อารมณ์ที่สับสนและเกรี้ยวกราดแบบนี้เรายังมีให้เห็นกันอีกในเพลง “The Blacker the Berry“และ “Hood Politics” แต่ต่างกันที่เพลงนี้เป็นความรู้สึกในมิติที่กว้างกว่าการต่อสู้กับเสียงในใจตัวเองอย่างในเพลง “u” ระหว่างช่วงเวลาที่เคนดริคได้ลองไปเผชิญโชคหาแรงบันดาลใจทั่วโลกนั้น และได้ค้นพบความคล้ายคลึงที่น่าอัศจรรย์ใจระหว่าง Compton และทวีปแอฟริกา ต้นกำเนิดของมนุษยชาติและพื้นเพแห่งอารยธรรมคนผิวสีทั้งปวงนั่นเอง เริ่มแรกลักษณะธีมของอัลบั้มเสนอให้เรามองเพียงพื้นผิว เช่น คนดำ/คนขาว คนรวย,มีอำนาจ/คนจน,ข้างถนน ความขัดแย้งและอคติระหว่างคนสองกลุ่มในภาพรวม ที่นักสังคมหลายต่อหลายรุ่นพยายามยัดเยียดวาทกรรมพวกนี้ ให้กับผู้ที่กระหายในการเรียกร้องเสรีภาพเนื่องจากมีพื้นฐานทั้งจากความลำบากที่ตัวเองเคยได้รับโดยตรงและด้วยความต้องการส่วนตัวด้วย (พวกคลั่งโดยไม่รับรู้ถึงเหตุผล) แต่เคนดริคกลับได้ค้นพบความเข้าใจในแง่มุมที่ต่างออกไป กล่าวคือ คนที่อยู่ร่วมกันในชุมชมที่ยังมีความเกลียดชัง ขัดแย้งและทำร้ายกันเองนั้น…มีสิทธิ์ที่จะไปเรียกร้องกล่าวหาว่าเกิดกลุ่มพลังที่ใหญ่กว่าเหรอ? คำถามนี้เจาะจงไปที่กลุ่มคนผิวสี แก๊งอันธพาลในคอมป์ตัน ฉันใด ชนเผ่าที่รบกันไม่รู้จบในแอฟริกาก็เป็นเช่นนั้น (มองกลับไปที่ Black Stereotypes อีกครั้ง) แน่นอนว่าอำนาจที่มองไม่เห็นนั้นมีส่วนที่สร้างความแตกแยกและบาดหมางอย่างช่วยไม่ได้ แต่นั่นเกิดจากการที่ความคิดเราตามความจริงไม่ทัน ไม่อาจตระหนักว่าโดนสิ่งใดหลอกใช้อยู่ เหมือนที่เคนดริคเคยเป็นมาก่อน

 

 

      เขาเคยมั่นใจในความเชื่อด้านบวกของตัวเองมาตลอดในเพลง “Momma” จนกระทั่งวันนึงได้บังเอิญพบผู้คนในชุมชนธรรมดาๆ เด็กคนหนึ่งที่รู้จักเคนดริคผ่านจอทีวีผ่านชุมชมยากจนแห่งหนึ่งในแอฟริกา พูดคุยกับเคนดริคด้วยความเห็นอกเห็นใจในฐานะคนในวัฒนธรรมที่ตกที่นั่งลำบากเหมือนกัน แนะนำเคนดริคแบบสอนๆ ถ้าเหนื่อยนักก็กลับบ้านเถอะ (Compton ที่เป็นบ้านเกิดเขา หรือ Africa ที่เป็นบ้านเกิดแท้จริงของมนุษย์ทุกคน) เพื่อได้สงบใจและพิจารณาสิ่งต่างๆ เข้าใจความเป็นไปของโลกที่เขาอยู่จริงๆ บ้าง “How Much a Dollar Cost”  ขอทานไร้บ้านท่าทางขี้ยาคนหนึ่งมาเดินขอเงินดื้อๆ แน่นอนว่าเคนดริคไม่ให้ พร้อมให้คำสอนเล็กๆน้อยๆ ไปด้วย “จะเอาเงินไปทำไม? คุณคงใช้ซื้อยาเสพหมดอยู่ดี” โดยคาดไม่ถึง เคนดริคโดนขอทานถกประเด็นตามคำสอนของศาสนาไปยกใหญ่  ซะงั้น แต่เคนดริคยังดึงดันไม่ยอมเชื่อ คิดเพียงว่าเป็นกลอุบายเพื่อหลอกเอาเงินกับคนทั่วไป จนสุดท้ายถูกตอกหน้าเต็มๆด้วยรู้ว่าตัวเองพึ่งโดนทดสอบจากเมสสิอาห์ – บุตรแห่งยาโฮวาห์ – จิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ – นาเซอเร็ท – ตัวแทนอำนาจสูงสุดจากแดนสวรรค์ “GOD” นั่นเอง และด้วยความเห็นแก่ตัว ความเชื่อผิดๆ และจิตใจที่เมตตา คำตัดสินจากปากของพระผู้เป็นเจ้านั้นประกาศให้รู้ทั่วกันว่า Kendrick Lamar สอบตก การที่เคนดริคไม่ให้เงินขอทานโดยการอ้างต่างๆนานา ไม่ต่างจากตอนที่เขาละทิ้งบ้านเกิดไปโดยคิดวิธีการแก้ปัญหาแค่เรื่องของทรัพย์สิน คุณค่าที่แท้จริงของเงินคืออะไรกันแน่ การให้ความสำคัญกับตัวเลขเกินไปและวิธีใช้ที่ไม่คำนึงถึงความรักต่อเพื่อนมนุษย์ ดวงตาและจิตใจเรามืดบอดไปขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่? นี่คืออันตรายที่มาพร้อมกับชื่อเสียง เงินทอง ลาภยศสรรเสริญ ตอนนี้เคนดริคคือผีเสื้อที่โดน Pimp ไปโดยสมบูรณ์แบบ ก่อนที่จะไปเริ่มต้นค้นหาคำตอบใน “Alright” จากนั้นจึงได้มานั่งจับเข่าคุยทำความเข้าใจกับ Lucy และได้รับการชำระล้างเสียใหม่ใน “For Sale?

     หลังจากความทรมาน หลังตระหนักรู้ถึงสถานภาพของตัวเอง ระบบความคิดของเคนดริคคนใหม่ก่อร่างขึ้นมาเป็นลำดับ ใน “You Ain’t Gotta Lie” เคนดริคได้ปรับทัศนคติใหม่ทั้งความคิดของตัวเอง และผู้คนรอบตัวที่เคยปฏิบัติตัวแบบผิดๆกับเขา คุณไม่จำเป็นต้องเสแสร้งเพื่อปรับตัวให้เข้ากับคนอื่น หากมันพาคุณไปในทางที่เลวร้าย คุณไม่จำเป็นต้องโกหกเพื่อรักษาภาพพจน์หลอกลวงนั้นไว้ ถ้าเทียบกับ u และ the blacker the berry เป็นความคิดด้านลบ เกลียดชัง หลงผิด และขัดแย้ง เคนดริคก็สร้างความคิดที่นำเข้ามาหักล้างโดยสิ้นเชิงคือเพลง “i“และ “Complexion”  การมองโลกแง่บวก ตามความเป็นจริง และไม่ใช่โลกสวย Complexion เซตความคิดที่ซับซ้อน เคนดริคและRapsody มาช่วยกันอธิบายถึงความหมายและคุณค่าของความเท่าเทียม จากประสบการณ์ที่ทั้งคู่ได้เผชิญมา มันไม่ใช่แค่การเหยียดขาวดำ เลวร้ายกว่านั้น ถึงขั้นที่คนดำเหยียดคนที่ดำกว่า ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องเลย การดูถูกชาติพันธ์นั้นเป็นสิ่งละเอียดอ่อน การเข้าใจผิดผ่านการรับรู้อย่างหยาบๆนั้นก็นำไปสู่ฉนวนแห่งความขัดแย้งได้ง่ายๆ เคนดริคได้พยายามยุติข้อถกเถียงครึกโครมในเพลง “i” (เวอร์ชั่นในอัลบั้ม) และอธิบายเสียใหม่พร้อมใส่ความรู้สึกเพิ่มพูนคุณค่าให้ผู้คนด้วยไอเดียการเล่นคำ “Nigger”,”Niggas” ที่เป็นศัพท์เฉพาะสำหรับเรียกกันในหมู่คนผิวสี บางทีก็ถูกมองในความหมายเชิงดูถูก ซึ่งออกเสียงคล้ายกับคำว่า “Negus” แปลว่า ราชา ผู้นำจักรวรรดิสูงสุด ราชวงส์สูงส่ง เราทุกคนมีค่าขนาดนั้น มีค่าเท่ากันนั่นแหละ เราเสียเวลาเถียงกันมาพอแล้ว เสียเวลาต่อสู้กันเองมากพอแล้ว!

 

      บทสรุปของเรื่องราวในอัลบั้มนี้ จะขอใช้กวีบทนี้เป็นคำอธิบายทั้งหมด บทกวีที่เคนดริคเสนอระหว่างบทสนทนาของเขากับ 2Pac (แซมพลิงจากบทสัมภาษณ์จริงมาตัดต่อใส่) ในเพลง “Mortal Man” ช่วงแรกของเพลงเคนดริคประกาศชัดเจนถึงจุดยืนที่จะเป็นกระบอกเสียงให้ชุมชนของเขาต่อไป ตามรอยอย่างที่เนลสัส แมนเดล่าเคยสร้างประวัติศาสตร์ไว้ และส่งคำถามถึงแฟนเพลงและคนที่นับถือติดตามเขา หากวันไหนเขาล้มลง เหมือนที่คนสำคัญในประวัติศาสตร์ทุกคนต้องเคยประสบ (Mathin Luther Jr, Moses, JFK, MJ ฯลฯ) คุณจะเป็นคนเดินข้ามไป คนที่เหยียบซ้ำ หรือคนที่พยุงเขาขึ้นและผลักดันให้เขาเดินต่อไป ในช่วงสองจึงเริ่มบทสนทนาที่เคนดริคเอามากวิดีโอสัมภาษณ์ตอนที่ 2Pac ยังมีชีวิตอยู่ (เพียง 2 อาทิตย์ก่อนตาย) กล่าวถึงทัศนคติของเขาต่อระบบชนชั้น เหตุการณ์นองเลือด (2Pac ยึดหลักความคิดของ Niccolo Machiavelli และเรียกตัวเองว่า Makaveli) และบทบาทของเขาและประชาคมคนผิวสีในอเมริกา ในอนาคต จะเป็นอย่างไรต่อไป

 

ผมยังจำได้เมื่อทุกอย่างคือความขัดแย้ง

แรงผลักดันที่ใช้ผิดวัตถุประสงค์

ผมเคยผ่านมันมาแล้ว

ดูหมิ่นพลังอำนาจ เปี่ยมไปด้วยความเกลียดชัง

ความเกลียดชังที่ผันตัวเป็นแรงกดดันตัวเอง

พบว่าตนกรีดร้องอยู่ในห้องพักที่โรงแรม

ผมไม่เคยคิดอยากทำร้ายตัวเอง

ความชั่วร้ายครอบงำตัวผมไว้

ผมจึงดิ้นรนเพื่อหาคำตอบ

จนผมได้กลับบ้านเกิด

แต่มันไม่ได้หยุดความรู้สึกผิดในตัวผมแม้แต่น้อย

เดินทางต่อไปเพื่อหาทางช่วยพิสูจน์สิ่งมีค่าที่ผมเคยได้รับ

หรือการที่ผมเคยอยู่จุดสูงสุด

แต่ในระหว่างที่ความรักของผมเข้าต่อสู้กับสงครามในเมือง ผมกลับสร้างสงครามอีกอย่างขึ้นมา

สงครามที่เกิดจากความคิดแบ่งแยกและเลือกปฏิบัติ

ผมอยากกลับไปที่เมืองและเล่าถึงสิ่งที่ผมได้เรียนรู้มาให้ทุกคนฟัง

คำพูดคือความเคารพ

แค่เพียงเพราะว่าคุณอยู่คงละกลุ่ม คนละสีกับผม

ไม่ได้หมายความว่าผมจะไม่สามารถเคารพคุณในฐานะคนผิวดำด้วยกัน

ลืมความเจ็บปวดที่เราเคยมีต่อกันบนท้องถนนแห่งนี้

หากผมให้ความเคารพคุณ เรารวมเป็นหนึ่งเดียวกัน และสามารถหยุดศัตรูแท้จริงที่กำลังฆ่าเราได้

แต่ผมไม่แน่ใจเหมือนกัน ผมไม่ใช่คนในตำนาน บางทีผมมันก็แค่ไอ้คน(ผิวดำ)อีกคน

 

 

Released in 2015
TDE / Aftermath / Interscope
 
Tracklist:
1. Wesley’s Theory (featuring George Clinton and Thundercat)
2. For Free? (Interlude)
3. King Kunta
4. Institutionalized (featuring Bilal, Anna Wise and Snoop Dogg)
5. These Walls (featuring Bilal, Anna Wise and Thundercat)
6. U
7. Alright
8. For Sale? (Interlude)
9. Momma
10. Hood Politics
11. How Much a Dollar Cost (featuring James Fauntleroy and Ronald Isley)
12. Complexion (A Zulu Love) (featuring Rapsody)
13. The Blacker The Berry
14. You Ain’t Gotta Lie (Momma Said)
15. i
16. Mortal Man

W

Profile Photo

jitrpanupalarit

I write stuff

Related Posts

Good Intentions Nav นาฟ/แนฟ แรปเปอร์แคนาดาเชื้ออินเดียกลับมาพร้อมสตูดิโออัลบั้มชุดที่ 3 ...
jitrpanupalarit
Rough and Rowdy WaysBob Dylan การอำลาแฟนเพลงของปู่บ็อบ ? อัลบั้มลำดับที่ 39 ของ Bob Dylan ...
jitrpanupalarit
Cole Bennett หนุ่มอเมริกันจากรัฐอิลลินอยส์ กำลังจะมีอายุครบ 24 ในอีกไม่กี่วันนี้ ...
jitrpanupalarit