All About Music ThailandAll About Music Thailand


Channel Orange
Frank Ocean


ร่วมชมประสบการณ์ชีวิตรักแสนเศร้าของนาย Frank Ocean ผ่านช่องทีวีสีส้ม

ไม่ว่ากี่ครั้งที่เราฟังอัลบั้มนี้ มักจะเห็นบันทึกบทหนึ่งที่ Frank เขียนปรากฏขึ้นมาเสมอ นี่คือบทแปลของบันทึกที่แฟรงค์เคยเขียนลงในบล็อคส่วนตัว และเปิดใจถึงความรู้สึกทางเพศของเขาเป็นครั้งแรก คือสิ่งที่ Frank ใช้แนะนำตัวกับโลก และคือเรื่องราวทั้งหมดของอัลบั้มนี้

” ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร อยู่ที่ไหน ผมเริ่มจะคิดได้ว่า คนทุกคนมีความคล้ายกันอยู่บางอย่าง เราเป็นแค่มนุษย์ที่ลอยคว้างอยู่ในห้วงของความมืด รอวันถูกค้นพบ สัมผัส ได้ยิน และได้รับความสนใจ

คนที่ผมเคยรักนั้นเป็นทุกอย่างสำหรับผม ปีที่แล้วหรือสามปีก่อนผมร้องตะโกนหาผู้ที่สร้างผมขึ้นมา หมู่เมฆบนท้องฟ้า ขอคำอธิบาย ขอความเมตตาหรือ? ก็อาจจะ

สี่ฤดูร้อนที่แล้ว ผมได้เจอกับใครบางคน ตอนอายุ 19 เราใช้เวลาช่วงฤดูร้อนด้วยกัน แทบทุกวันเลยก็ว่าได้ ช่วงเวลาเหล่านั้นไหลผ่านไปอย่างรวดเร็ว ผมอยู่กับเขาทั้งวัน ได้เห็นรอยยิ้มของเขา รับรู้ถึงบทสนทนาและช่วงเวลาที่เงียบงัน จนถึงเวลานอน ผมได้ร่วมแบ่งปันเวลานั้นกับเขาเช่นกัน จนถึงจุดที่ผมตระหนักได้ว่าผมตกหลุมรักเขาไปแล้ว

มันอันตราย สิ้นหวังเหลือเกิน มันไม่มีทางหนี ไม่อาจต่อรองกับความรู้สึกนี้ได้ ไม่มีทางเลือกแล้ว มันคือรักแรกของผม มันเปลี่ยนชีวิตผม ความคิดในตอนนั้น ผมคิดย้อนกลับไปหาผู้หญิงที่ผมนึกว่าตัวเองเคยรัก ผมหวนระลึกถึงบทเพลงที่อ่อนหวานที่ผมเคยชอบเมื่อยังเป็นวัยรุ่น เพลงที่ผมฟังพร้อมกับประสบการณ์การมีแฟนสาวครั้งแรก ผมพึ่งเข้าใจว่ามันแต่งขึ้นด้วยภาษาที่ผมยังไม่พร้อมที่จะพูด (ก็คือพึ่งค้นพบตัวเองนั่นแหละ)

ผมพึ่งเข้าใจหลาย ๆ อย่าง มันเร็วเกินไป จินตนาการว่าถูกโยนลงจากเครื่องบิน ผมไม่ได้อยู่ในนั้นหรอก แต่ผมอยู่บนรถนิสสัน แมกซิม่า คันเดียวกับที่ผมแพ็คกระเป๋าใส่และย้ายมาอยู่แอลเอนี้ ผมนั่งอยู่ตรงนี้ และบอกความรู้สึกที่แท้จริงกับเขา (สารภาพรักกับเพื่อนชายครั้งแรก) ผมกล้ำกลืนขับทุกถ้อยคำออกจากปาก มันน่าสลดใจ เมื่อเข้าใจว่าคำเหล่านั้นเป็นสิ่งที่ไม่มีวันทวงกลับคืนได้เขาตบหลังผมเบา ๆ ด้วยความเห็นใจ ปลอบใจ เขาพยายามที่สุดแล้วแหละที่จะไม่พูดอะไรมาก แต่เขาไม่ได้ตอบสนองในเรื่องเดียวกันกับที่ผมต้องการ (ถูกปฏิเสธ แบบเงียบ ๆ)

เขาต้องรีบกลับเข้าบ้านแล้ว แฟนสาวของเขารออยู่ที่บันไดหน้าบ้าน หลังวันนั้นเขาไม่ได้เปิดใจถึงความรู้สึกที่แท้จริงของเขา ถึงสามปี ผมได้แต่จินตนาการถึงคำตอบนั้น คราวนี้ลองนึกภาพว่าถูกโยนลงมาจากหน้าผาสิ ไม่ ผมไม่ได้อยู่บนนั้นเหมือนกัน ผมยังอยู่บนรถ บอกกับตัวเองว่าต้องไม่เป็นไร หายใจเข้าลึก ๆ ผมทำได้ และต้องก้าวเดินต่อไป ผมยังรักษาความสัมพันธ์ที่ให้ความรู้สึกแปลก ๆ แบบนั้นกับเขาไว้ เพราะผมนึกภาพชีวิตที่ไม่มีเขาไม่ออก ผมขัดสนดิ้นรนกับความพยายามควบคุมตนเองและปิดกลั้นความรู้สึกนั้นตลอดมา ซึ่งผมก็ไม่เคยทำได้เลย “

ช่วงปี 2010 – 2012 เป็นช่วงเวลาที่ยอดเยี่ยมของวงการดนตรี มันเต็มไปด้วยสีสันของการสร้างสรรค์ การแข่งขัน และการตื่นของแนวเพลงต่าง ๆ อีกครั้ง เช่น Hip Hop และ Pop สมัยใหม่ ที่พึ่งฟื้นขึ้นหลังจากการเริ่มมีศิลปินหน้าใหม่ช่วยทำลายรูปแบบเพลงเดิม ๆ ที่อิ่มตัวหลังปลายทษวรรษ 00′ เป็นต้นมา

การเกิดขึ้นแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยของ ‘Channel Orange’ ไม่เพียงแต่ช่วยกระตุ้นภาพลักษณ์ Pop R&B ให้มีชีวิตชีวาอีกครั้ง (จากที่พวก Trey Songz, Chris Brown, Akon, Usher, Neyo หรือแม้แต่ R. Kelly เริ่มพากันมักง่าย ทิ้งความสร้างสรรค์ไปสนองความต้องการของตลาดจนเกินไป จนเห็นแต่ของโหลเต็มไปหมด) ยังเป็นการคืนชีพให้กับ Neo-Soul ของคลาสสิคที่ถูกกลืนหายไปอยู่นาน ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะความยากในการสร้างแนวเพลงนี้ด้วย Neo-Soul เป็นแนวเพลงที่ใช้เครื่องมือใหม่และผสมผสานกับแนวดนตรีสมัยใหม่ แต่ลักษณะการถ่ายทอดอารมณ์ถูกดึงมาจากดนตรีโซลในอดีต การมาของแฟรงก์ โอเชี่ยนและความยอดเยี่ยมของ Channel Orange ที่เราจะพูดถึง จึงสามารถเรียกว่าเป็นปรากฏการณ์เล็กๆ อย่างหนึ่ง ละไว้เป็นที่เข้าใจว่า ส่วนผลงานก่อนหน้านี้ ‘Nostalgia, ultra’ นับเป็นแค่งานทดลองอันนึงของแฟรงค์เขาก็พอเนาะ

ก่อนจะเริ่มไปถึงเนื้อหาที่ลึกซึ้ง เราจะมองข้ามความสำคัญของงานโปรดัคชั่นก่อนไม่ได้เด็ดขาด แฟรงค์มีวิธีออกแบบอัลบั้มอย่างไร อะไรคือแรงบันดาลใจ ทำไมมันถึงสำคัญนักหนา จะว่าให้ถูก เพลงของแฟรงค์มีเอกลักษณ์ที่ไม่ค่อยมีใครเหมือน ไม่สามารถสรุปอัลบั้มเขาด้วยแนวเพลงเดียวได้ เพราะโครงสร้างหลักที่เราจับต้องได้มีเพียง Electro-Funk, Jazz-Funk, R&B, Indie Pop ซึ่งไม่มีแบบแผนตายตัว ฟรีสไตล์กันไปตามบริบท (ส่วน Blonde อัลบั้มต่อไป เราถึงจะเริ่มเห็นการใช้เทคนิค Psychedelic, Gospel และ Soul ที่ซับซ้อนกว่านี้มาก)

สำหรับอัลบั้มนี้ อิทธิพลที่แฟรงก์ได้รับสามารถสังเกตง่าย ๆ จากพวกตำนานเพลง Soul สมัยก่อน ไม่ว่าจะ Prince, Marvin Gaye, D’Angelo และพวกที่มาร่วมงานและทิศทางอัลบั้มนี้ นอกจากคู่หูของเขา Malay แล้ว ก็จะมี Andre 3000, Kanye West, Pharrell Williams มีความแพรวพราวในเสียงกีต้าร์จะเป็นใครไม่ได้อีกนอกจาก John Mayer ในเพลง ‘Pyramids’ ที่ โอ้โห เวอร์ชั่นไลฟ์มันดีเกินไปมาก ๆ

ด้วยความเป็นเฟรชแมนของแฟรงค์ในตอนนั้น แนวดนตรีที่ยังเรียกได้ว่าเข้าถึงง่ายอยู่ แฟรงค์ดึงความสนใจคนฟังไว้ที่เนื้อหามากกว่า วิธีการทำเพลงของแฟรงก์นั้น จะใช้วิธีเขียนเรื่องราวขึ้นมาก่อน หน้าหนึ่ง บทหนึ่ง เมื่อเข้าใจเรื่องราวและอารมณ์ที่ต้องการสื่อผ่านมันแล้ว เขาจึงเริ่มสร้างเสียงดนตรีที่ให้ความรู้สึกเดียวกันนั้น เลือกดูว่าซาวด์แบบไหนเหมาะสมที่สุด

เพลงจึงออกมาซื่อตรงกับความรู้สึกคนแต่งมาก บางทีก็มากไปจนน่าขนลุก มันมีตัวตนของแฟรงก์ในเพลงตัวเองมากจนไม่ใช่แค่นักร้องเสียงดีคนไหนอยากจะมาร้อง cover แล้วจะสามารถให้อารมณ์เดียวกันได้เหมือนเพลงทั่วไป

กรอบความคิดด้านอารมณ์เด่น ๆ ที่รู้สึกได้ในอัลบั้มนี้คือ ความอาลัยอาวรณ์ ความรักที่บริสุทธิ์ และคาแร็คเตอร์ที่ถูกทำร้ายจนใจพังทลาย

ความรู้สึกจากการมองปกอัลบั้มมันอาจจะเป็นสีส้มแสด ดูสดใสดีี แต่จากคำยืนยันจากแฟรงค์เอง สีส้มหมายถึงความรู้สึกของความรักที่เขาเคยมีในช่วงฤดูร้อน เป็นประสบการณ์ขมขื่นที่เขาคิดว่าจะไม่มีวันลืมไปชั่วชีวิต

เพื่อให้เห็นภาพ ลองย้อนไปอ่านบันทึกด้านบนอีกรอบ

เรื่องราวเหล่านี้แฟรงค์ไม่ได้เล่าให้เราฟังโพล่ง ๆ แบบไร้ศิลปะ ชื่ออัลบั้ม ‘Channel Orange’ ช่องสีส้ม ก็มีความหมายเหมือนกัน ด้วยรสนิยมส่วนตัวของเขาเกี่ยวกับภาพยนตร์ รถยนต์ วิดีโอเกมส์ และดนตรี แฟรงค์ใช้ช่องทางเหล่านี้เป็นสื่อที่นำเสนอเรื่องเดียวกัน แต่ด้วยวิธีที่ต่างกัน แม้จะเหมือนว่าเขากำลังพูดไปเรื่องอื่น แม้จะใช้การอุปมากับอย่างอื่น แต่ทั้งหมดมันเชื่อมโยงเป็นเรื่องราวเรื่องเดียว คือเรื่องราวชีวิตของแฟรงก์เท่านั้น

เอาให้เข้าใจง่าย ๆ สมมติมีช่องโทรทัศน์ช่องหนึ่ง แต่ละรายการทีวีก็จะมีวิธีเผยแพร่ไปคนละแบบ รายการข่าว รายการบันเทิง รายการทำอาหาร รายการกีฬา สมมติให้นำเสนอคอนเทนท์เดียวกัน เช่น เกี่ยวกับสงครามโลก วิธีการนำเสนอคงไม่มีเป็นไปในทิศทางเดียวกันทั้งหมดแน่

แต่ละเพลงอาจจะเหมือนว่าเขากำลังแสดงเรื่องราวหรือข้อมูลที่ไม่เหมือนกัน แต่เมื่อเอามาตีความใหม่ มันจะกลายเป็นแค่เรื่องราวบทเดียวในชีวิตของ Frank Ocean เช่น เพลง ‘Forrest Gump’ ถือเป็นตัวอย่างที่ดีที่สุด

ตอนนี้น่าจะทราบกันหมดแล้ว ว่าแฟรงค์เขาเป็น Bisexual (หญิงก็ได้ชายก็ดี) ซึ่งมันสำคัญมาก เพราะความเข้าใจครงนี้จะทำให้เราสามารถคล้อยตามความคิดของแฟรงค์ตลอดการเดินเรื่องของอัลบั้ม

ตั้งแต่เริ่มต้น แฟรงค์เล่นกับไอเดียง่าย ๆ

1. ความสัมพันธ์ ชีวิตคู่ และความผิดหวัง

2. ศาสนา ความเชื่อ และความกลัวการไม่ถูกยอมรับ (เรื่องเพศ)

ซึ่งถ้าเรามองหัวข้อพวกนี้แบบผิวเผินก็ไม่จำเป็นต้องใส่ใจเรื่องส่วนตัวของแฟรงค์ที่สอดแทรกเข้ามาก็ได้ แต่ถ้าลองทำความเข้าใจดู ว่า Frank คือใคร รสนิยมทางเพศ เป็นอย่างไร เขาน่าจะรู้สึกแบบไหน มันก็ทำให้เรารับฟังอัลบั้มนี้ได้แบบมีมิติมากขึ้นด้วย

ความเชื่อมโยงของไอเดียพวกนี้เหมือนจะงง ๆ แต่ลองมองไปช้า ๆ ไปทีละเพลง

‘Thinkin Bout You’ ความรักในอดีตของแฟรงค์ ยังไม่ต้องไปถึงขั้นกับผู้ชาย แฟรงค์ก็เคยได้ใช้เวลากับผู้หญิงที่เขารักเช่นกัน ครึ่งแรกของอัลบั้ม แฟรงค์เน้นไปที่ตอนเขาเป็นวัยรุ่น เป็นช่วงวัยที่สับสน หุนหันพลันเล่น และมีแนวโน้มที่อาจก้าวไปในทางที่ผิด ไม่ใช่แค่เรื่อง ติดหญิง อกหัก ใจแตก

เรื่องครอบครัว เงินทอง และการติดเหล้าติดยาเองก็เรื่องใหญ่ ในเพลง ‘Sweat Life’ ‘Pilot Jones’ ‘Crack Rock’ ‘Pyramids’ หรือ ‘Super Rich Kids’ ทุกประเด็นนั้น แฟรงค์เนรมิตเรื่องราวที่แสนธรรมดาในชีวิต โดยการอุปมาเล่นคำ ประกอบกับรูปแบบของแนวเพลงสุดแสนพิเศษของอัลบั้ม ทำให้มันกลายเป็นเหมือนการมองผ่านนวนิยายแปลกประหลาดเรื่องหนึ่ง

ทุกเพลงและ Skit ทุกส่วนมีความน่าจดจำ ยอดเยี่ยม แต่เนื้อหลักจริง ๆ ของอัลบั้มนั้นพึ่งมาถึงหลังจากเพลง ‘Lost’ หรือ ‘หลงทาง’ นี่เอง

กลับไปอ่านบันทึกด้านบนอีกรอบครับ

ก็คือ Frank ยังไม่สามารถลืมผู้ชายคนนั้นได้ เขาจะไม่ลืมหน้าร้อนที่แสนเจ็บปวดนั้น ความรู้สึกทางเพศนั้นเป็นสิ่งทั้งแฟรงค์ในอดีตและตอนนี้ยังเป็นปัญหาที่ไม่อาจตัดขาด

ใน ‘Monks’ มันเริ่มมีธีมศาสนาที่ชัดเจน จนถึง ‘Bad Religion’ มีเนื้อหาที่สำคัญและหนักหน่วงกับจิตใจคนฟังมาก แฟรงค์เชื่อมโยงความสัมพันธ์เปรียบเปรยระหว่าง ความรักส่วนบุคคล และ ความศรัทธาในทางศาสนา

“ถ้ามันทำให้ฉันต้องทรุดเข่าลง มันคงเป็นศาสนาที่ไม่ดี”

ในที่นี้ มันคือเรื่องของการแสดงความรู้สึกข้างเดียว แต่ไม่สมหวังนั่นเอง (unrequited love) ซึ่งสามารถมองแยกได้หลายมุมมาก ๆ

หนึ่งคือความหมายทางศาสนา มันหมายถึงธรรมเนียมบังคับให้คุกเข่าเพื่อแสดงความเคารพสิ่ง มักจะเป็นทวยเทพหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่สูงกว่า ซึ่งสิ่งเหล่านั้นไม่สามารถสื่อสารกับเราหรือตอบรับเสียงเรียกของเราได้แบบตรง ๆ ตามความเชื่อ

สองคือ การคุกเข่าเพื่อทำ Oral Sex สำหรับคู่รัก ซึ่งคนที่มักจะเป็นผู้ถูกกระทำมากกว่า เหมือนกับ Frank ที่สารภาพความรักให้ชายคนนั้น แต่กลับไม่มีเสียงตอบรับ

สามคือ มันยังแอบสะท้อนความเชื่อทางศาสนาที่มักจะมีแนวโน้มไม่เห็นด้วยกับการมีอยู่ของเพศทางเลือกอีกด้วย

และสำหรับแฟรงก์ การมีความรักข้างเดียวกับชายที่มีความรู้สึกหรือความเชื่อคนละแบบนั้น (คนที่แฟรงก์ชอบเป็นชายแท้) ไม่ต่างอะไรกับการศรัทธาในลัทธิเลื่อนลอย ซึ่งเป็น ‘ศาสนาที่ไม่ดี’

*โคตรรรรร อาร์ตติ๊สสสส*

‘Pink Matter’ วัตถุสีชมพู แฟรงค์กลับมาเล่นกับเรื่องสีอีกครั้ง เช่นเดียวกับ ‘Sierra Leone’ ซึ่งก็คือ ‘สีชมพู’ (เพชร Blood Diamond) ไม่ว่าโทนไหนก็สื่อถึงบริบททางเพศได้ทั้งสิ้น ทั้งทางกายภาพ (หลาย ๆ อวัยวะในร่างกายที่เป็นสีชมพู ลองนึกดูเองนะครับว่าส่วนไหน) ความปราถนา ตัณหา จินตนาการ แฟรงค์ตั้งคำถามว่ามันจำเป็นต้องเป็นเพศหญิงอย่างเดียวหรือไม่ เส้นคั่นบาง ๆ ระหว่างความต้องการของจิตใจกับร่างกาย อะไรเป็นตัวชี้วัด

ต่อจากประเด็นนี้แฟรงค์ใช้เพลง ‘Forrest Gump’ เป็นภาพสะท้อนความรักที่เขามีกับผู้ชายคนนั้น แบบเปิดเผยสุด ๆ อาจเป็นมุมมองผู้หญิงต่อผู้ชาย ชายกับชายก็ได้ (แต่ไม่ชายกับหญิงแน่นอน) ไม่ใช่ว่าเพลงนี้ไม่ดี แต่รู้สึกอารมณ์เพลงมันไม่ควรมาอยู่ช่วงท้ายอัลบั้มเลย (ดีด๊าไปนิดนึง)

หรืออาจเป็นเพราะแฟรงค์กลัววจะเศร้ากับเขามากเกินไปมั้ง เลยใช้เพลงนี้ เป็นเพลงที่เปี่ยมไปด้วยความหวัง แฟรงก์อยากเป็นเหมือนกับที่ฟอเรส กัมป์ แม้จะต้องผิดหวังหลายครั้งหลายครา ก็ยังไม่หยุดพยายาม จนสมหวังกับนางเอก (เจนนี่) และมีตอนจบที่มีความสุขในที่สุด

สุดท้ายอัลบั้มมันก็จบด้วยเพลง ‘End’ ด้วยความรู้สึกเวิ้งว้าง อารมณ์คล้ายกับเพลงแรก เพราะเขาดำเนินกลับมาอยู่สถานะเดิม คือ เริ่มจากความว่างเปล่า เติมเต็มด้วยเรื่องราว และกลับมาว่างเปล่าอีกครั้ง

เรื่องราวเหล่านี้ แฟรงก์เปิดให้เราดูได้เหมือนสมุดภาพ หรือสิ่งที่เราเปิดดูในทีวี ซึ่งก็คือ ‘Channel Orange’ ช่องทีวีสีส้มนี้ แม้มันจะเลือนลางเหมือนความฝันแปลก ๆ ที่ยังติดอยู่ในความทรงจำ

มันสำคัญสำหรับแฟรงค์มาก ไม่ใช่เพราะมันเป็นอัลบั้มที่ทำให้เขาเริ่มได้รับความนิยม หรือเข้าชิงรางวัลแกรมมี่เท่านั้น

เมื่อมีอัลบั้มนี้ เพียงแค่เราย้อนหวนนึกถึงมัน จะทำให้เข้าใจความรู้สึกของ Frank Ocean เข้าใจความต้องการที่เขาเคยมีในชีวิต ย้อนดูตัวตนในห้วงลึกสุดของหัวใจ และมันส่งอย่างไรบ้างกับสภาพจิตใจของเขาในปัจจุบัน

 

Released in 2012
Def Jam
 
Tracklist:
1. Start
2. Thinkin Bout You
3. Fertilizer
4. Sierra Leone
5. Sweat Life
6. Not Just Money
7. Super Rich Kids (featuring Earl Sweatshirt)
8. Pilot Jones
9. Crack Rocks
10. Pyramids
11. Lost
12. White (featuring John Mayer)
13. Monks
14. Bad Religion
15. Pink Matter (featuring André 3000)
16. Forrest Gump
17. End
 
Profile Photo

jitrpanupalarit

I write stuff

Related Posts

Good Intentions Nav นาฟ/แนฟ แรปเปอร์แคนาดาเชื้ออินเดียกลับมาพร้อมสตูดิโออัลบั้มชุดที่ 3 ...
jitrpanupalarit
Rough and Rowdy WaysBob Dylan การอำลาแฟนเพลงของปู่บ็อบ ? อัลบั้มลำดับที่ 39 ของ Bob Dylan ...
jitrpanupalarit
Cole Bennett หนุ่มอเมริกันจากรัฐอิลลินอยส์ กำลังจะมีอายุครบ 24 ในอีกไม่กี่วันนี้ ...
jitrpanupalarit