Drake
Scorpion
Drake


Drizzy Drake a.k.a Aubrey Graham a.k.a 6 God และล่าสุด ว่าที่คุณพ่อ Daddy Drake

แรปเปอร์ – เมนสตรีม เอ็นเตอร์เทนเนอร์แห่งยุคสมัย กลับมาปล่อยสตูดิโออัลบั้มชุดที่ห้า สองปีถัดจาก ‘Views’ ปีเดียวต่อจากงานชุดฆ่าเวลาอย่าง More Life และ Scary Hours EP ด้วยฟอร์มที่ไม่รู้จักดรอป อย่างน้อยก็ในเรื่องยอดขายและความนิยม

เพราะในเรื่องทางดนตรีแล้ว เดรคไม่เคยเป็นได้ชื่อว่าเป็นสุดยอดศิลปินหรือนักปฏิวัติวงการ และไม่มีใครเคยคาดหวังว่าให้เขาเป็น ซึ่งหลายๆ ผลงานที่ผ่านมาช่วงหลังก็พิสูจน์ให้เห็นชัดขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ IYRTITL ถึง Views ถึง More Life เดรคเหมือนหยุดการพัฒนาไปแล้ว

ซาวด์ที่โดดเด่นสำหรับเดรคเพิ่มเข้ามาก็คงเป็น อโฟรบีท แดนซ์ฮอล และ grime ซึ่งเป็นการนำเข้าสไตล์มากกว่าพัฒนาเอง จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่สามารถสร้างอิทธิพลได้เท่าที่ควร (เหมือนแกทำแล้วรุ่งอยู่คนเดียว) และคนก็ยังจดจำเดรคในฐานะสายแทรปเบสไลน์หนักๆ และเทพป๊อปแร็พ อาร์แอนด์บี ต่อไป

เลยเป็นที่มาของแนวคิดนึงของเรา ทฤษฎีที่อธิบายว่าทำไม Scorpion มันออกมาพิลึกขนาดนี้

สันนิฐานว่าเริ่มแรกเดรคแค่ตั้งใจจะใช้คอนเซ็ปที่เกี่ยวกับภาพรวมชีวิตเขา ใช้ชื่อราศีแมงป่อง (Scorpion) ชีวิตตั้งแต่ Take Care ซาวด์ดนตรีที่พัฒนาจากนั้นเป็นต้นมาจนปัจจุบัน และจำกัดอยู่แค่นั้น

เพราะ Side A จะเป็นส่วนของแนวเพลงแร็พ และ Side B คือป๊อป/อาร์แอนด์บี มีซาวด์ทุกแบบที่เดรคเคยทำมา เรื่องราวชีวิตในช่วงต่างๆ โดยอาจจะมีอิงปัญหาส่วนตัวนิดๆ หน่อยๆ ซึ่งภาพกว้างแบบนี้จะสมเหตุผลดีกับอัลบั้ม 25 เพลง ไม่เหมือนแบบชุดก่อน More Life หรือ culture 2 ของ Migos ที่ค่อนข้างเป็นแบบยัดห่า

แต่ทุกอย่างมาล่มเพราะเหตุการณ์ดิสกับ Pusha T นี่แหละ น่าจะเป็นเหตุทำให้ต้องปรับตัวอัลบั้ม เริ่มโละบางส่วน ยัดบางอย่างเพิ่มเข้าเพื่อให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน สถานการณ์ที่ทุกสายตามองไปที่เขาแบบกระหายต้องการคำตอบว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ สุดท้ายมันเลยออกมาทุลักทุเลสุดๆ หลายๆ ท่อนของเพลงเห็นได้ชัดว่าพึ่งแต่งออกมาได้ไม่นานมานี้เอง

คือเพลงในอัลบั้มนี้ไม่ได้ถึงกับย่ำแย่ไปกว่างานชุดอื่นมาก แต่สิ่งที่เกิดขึ้นไม่นานมานี้มันบั่นทอนเครดิตในบริบทของตัวเพลงไปพอสมควร สมมติว่ามีเพลงที่เดรคจะยกยอตัวเองหรือสร้างภาพลักษณ์สุภาพบุรุษ ชายแสนดี โรแมนติค หรือด่าคนอื่น สิ่งที่จะผุดขึ้นมาในหัวคุณทันทีคือ เดี๋ยว พี่ก็ซ่อนลูกไว้ไม่ใช่เหรอ

จะเล่าถึงตัวเพลงทุกเพลงก็ไม่ไหวแน่ๆ เอาเฉพาะไฮไลท์ละกันเน่อ

เริ่มที่ Side A เพลงแรก ‘Survival’ เป็นฟีลเดรคพยายามเอาใจตัวเอง กูต้องรอดน่า ประมาณนั้น อึดอัดแปลกๆ แต่ชอบโปรดัคชั่นครึ่งแรกหลายๆ เพลง ได้อารมณ์เก็บไว้ออกกำลังกายได้ แต่ยังไม่พอจะทำให้เรา Hype หรือคลั่งอะไรได้ ตามที่คาดหวังไว้เท่าไหร่นัก ไม่รู้ท่อนฮุคเด็ดๆ เดือดๆ ใส่อารมณ์ของเดรคที่เคยเก่งมันไปไหนหมด โทนการแร็พเดรคอัลบั้มนี้มันมีความรู้สึก low-key มาก

ส่วนสองซิงเกิ้ล ‘God’s Plan’ กับ ‘I’m Upset’ ก็ไม่ได้ปลื้มแต่แรกอยู่แล้

จากนั้นก็ตามที่ว่านั่นแหละ เป็นเดรคที่บ่นของแกด้วยความมั่นใจไปเรื่อยร้อยแปดเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น คิดว่าเพลงพวกนี้น่าจะแต่งก่อนเกิดเรื่อง สนุกบ้าง งงบ้าง ตามโปรดัคชั่นธีมเดียวแต่หลากหลายแบบจากโปรดิวเซอร์คุณภาพที่ยกทัพกันมาอย่าง No I.D., Oliver, Boi-1da, 40, Murda Beatz, Cardo และพิเศษสุดตำนานอย่าง DJ Premier ในเพลง ‘Sanda’s Rose’ แม้จะมีต้นทุนมากมายขนาดนี้ ยังรู้สึกว่าผลลัพธ์สุดท้ายก็ไม่ดีพอ ไม่ถึงใจเลย

มีน่าสนใจตรง Jay-Z โผล่มาบ้าง บีทเกรี้ยวกราดและท่อนที่หนักหน่วงของทั้งคู่ทำให้โยกได้อยู่ เล็กน้อย (มีบางคนได้ยินท่อนเพลงนี้และ I’m Upset ที่เป็นไปได้ว่าอิงถึงคดี X แล้วปะติดปะต่อไปจนทฤษฎีสมคบคิดนู่นนี่นั่น อันนี้ขอบายดีกว่า)

เพลง ‘Emotionless’ เพราะมาก Sample มารายห์ แครี่ ง่ายๆ คือเดรคถามแฟนคลับและคนรอบตัวว่าถ้าเกิดเรื่องกับเขาแล้วใครจะยังยืนหยัดอยู่กับเขาได้บ้าง แต่ว่า….

” I wasn’t hiding my kid from the world, I’m was hiding the world from my kid “

ไอ้ท่อนเนี้ย ไม่ ไม่ ไม่ ไม่ คือเดรคคุณไม่ได้ซ่อนลูกของคุณจากโลกภายนอก คุณซ่อนลูกจาก ‘โลกของคุณ’ เอง ความพยายามของเดรคที่จะลบภาพหรือหันเหความสนใจคนฟังมันก็ โห ไม่ไหวเหมือนกันนะ ถ้าจะไม่เมินๆ ให้เงียบไป แล้วเลือกยอมเผชิญหน้าแต่ไถข้างๆ คูๆ แบบนี้

สุดท้าย Side A จบด้วย ‘Is there more’ เพลงช้า สบายๆ ชอบบีทที่วิ้งวิ้งในหูแบบนี้ดี เหมือนจะถามเราแล้วอ้อมๆ ว่า ‘จะต่อเลยไหม’ เป็นการทรานซิชั่นแบบใบ้เราด้วยว่าอีกครึ่งอัลบั้มจะซาวด์ประมาณนี้แหละ แต่ไม่ต้องสงสัยว่าเราได้ผิดหวังกับครึ่งแรกไปเรียบร้อยแล้ว

Side B คือซาวด์ป๊อป/แดนซ์/อาร์แอนด์บีของเดรค ที่เราไม่จำเป็นต้องตั้งใจฟังเนื้อแร็พอะไรมากแล้ว ปล่อยฟีลล้วนๆ

คิดว่าจะได้ผ่อนคลายครับ แต่ไม่ ถึงไม่ใช่เนื้อแร็พ แต่เนื้อเพลงก็ยังหนักอยู่เอาเรื่อง 80% เป็นเรื่องผู้หญิงล้วนๆ ไล่ตั้งแต่คนแรกของเขายันตัวปัญหาล่าสุด ไม่เคยเห็นเดรคพาดพิงเรื่องผู้หญิงด้วยความเกรี้ยวกราดขนาดนี้มาก่อนอ่ะ 55555 คงไม่ไหวจริงๆ

ตามธีมเพลงก็เลยมีการ Sample เสียงสาวๆ ท่านอื่นค่อนข้างเยอะ Aliyah, Nicki Minaj, Lauren HIll และอื่นๆ ‘Don’t Matter to Me’ นี่ได้เสียงของไมเคิล แจ็คสันมาด้วย ยังไงนี่ไม่แน่ใจ

หลากอารมณ์มากกว่าครึ่งแรกเยอะครับ หลายคนก็ชอบเพราะเป็น Drake แบบยุคแรกๆ ที่เน้นร้องอย่างเป็นหลัก แล้วแร็พแค่พอดีพองาม รวมกับความโปรดัคชั่นปัจจุบันแล้วก็เลยให้ความรู้สึกแปลกใหม่อีกด้วย อย่าง ‘Summer Games’ หรือ ‘Nice For What’ ที่เนื้อเพลงออกหวานขม สุขบ้างเศร้าบ้าง แต่ยังไงคุณก็ต้องเต้น ต้องโยกคลอไป

ไม่มีเพลงที่ถึงขั้นเกลียด ยกเว้น! ‘Ratchet Happy Birthday’ นี่เพลงเกือบแย่สุดของเดรค หรือฮิพฮอพปีนี้แล้วมั้ง Drake นายคิดอะไรอยู่

อีกอย่างคืออัลบั้มนี้บุคลิคผ่านเพลงของ Drake มีความเป็นแรปเปอร์ธรรมดามากๆ บางทีก็บ้าๆ บอๆ ไปจนถึงนุ่มนวลที่สุด ความดุดันแบบใน If you reading… หรืออื่นๆ พันช์ไลน์ฆ่าคนที่เราเคยชอบแทบไม่มีให้เห็นแล้ว แม้จะพยายามอยู่ก็ตาม (มีแค่การด่ากราดๆ ไม่เจาะจง)

รู้สึกเหมือนนั่งดูแมงป่องที่ยึกๆ ยักๆ ท่ามาก น่ากลัว แต่ต่อยไม่เป็น หรือเพราะรู้ว่าตัวเองไม่มีพิษแต่แรกแล้วก็ไม่รู้

ถามว่าตรงเรื่องส่วนตัวต้องวิจารณ์หนักขนาดนั้นมั้ย ก็ไม่ อย่างที่บอกไป ถ้าคิดว่าพูดแล้วฟังไม่เข้าท่าก็ไม่จำเป็นยกขึ้นมาแต่แรกก็ได้ ก็แสดงตัวหล่อๆ ผ่านสื่ออื่นๆ ไป ทำเพลงแร็พนี่เรื่องอื่นก็มีให้พูดถึงอีกตั้งเยอะ ลึกๆ ก็สงสารอ่ะ อยากให้ศิลปินที่เราชอบพ้นจากเรื่องแย่ๆ แล้วแบบจบดีๆ ได้

ไม่ใช่แบบ พวกคุณก็รู้กันแล้วนี่ แบมือ ยักไหล่ ทำไงได้เนอะ (แบบไอ้ที่แซะด้วยแคปชั่นอัลบั้มใน Apple Music นั่นแหละ Drake อย่างนั้นอย่างนี้ แล้ว เยห์ เยห์ วีโนว) ฟังเพลงกันไปละกัน อุ้มลูกหนี แล้วโบกมือลา อย่างที่อัลบั้มทำคือมันเริ่มที่การอ้อมไปอ้อมมา แล้วพึ่งจะมาพูดให้เคลียร์ในเพลง ‘March 14’ สุดท้ายนี่เอง

Drake หนีความจริงตลอดไปไม่ได้หรอกครับ ถึงเวลาที่คุณควรจะรักอะไรมากกว่าเตียงที่บ้านและแม่ตัวเองแล้ว ดีที่เดรคดูจะเข้าใจตรงนี้อยู่ ก็ 30 แล้วนะจะว่าไป

สรุปแล้ว ไม่เอนจอยเท่าที่ควร ความไม่เด็ดขาดชัดเจนในอารมณ์และข้อความของ Drake ทำให้อัลบั้มมันดูอึนๆ มึนๆ ยิ่งยาวก็ยิ่งหลงจนไม่รู้จะรู้สึกยังไงดี จำได้ว่า More Life ยังรู้สึกเพลินกว่านี้ แต่นี่ก็พึ่งฟังไปไม่กี่รอบ คงจะกลับมาอีกอยู่ โดยเฉพาะ Side B อยากลองฟังตอนเมา หรือขับรถ หรือช่วงดึกๆ ดู เผื่อพลาดฟีลตรงไหนไป แต่ตอนนี้คงรับอะไรไม่ไหวแย้วว

เฮ้อ

 

เพลงโปรดNonstop, Emotionless, Finesse, Blue Tint, In My Feelings, After Dark

 
Released in 2018
Cash Money / Republic / Young Money
 
Tracklist:
[A Side]
1. Survvial
2. Nonstop
3. Elevate
4. Emotionless
5. God’s Plan
6. I’m Upset
7.  8 Out of 10
8. Mob Ties
9. Can’t Take a Joke
10. Sandra’s Rose
11. Talk Up (featuring Jay-Z)
12. Is There More
[B Side]
1. Peak
2. Summer Games
3. Jaded
4. Nice for What
5. Finesse
6. Ratchet Happy Birthday
7. That’s How You Feel
8. Blue Tint
9. In My Feelings
10. Don’t Matter to Me (with Michael Jackson)
11. After Dark (featuring Static Major and Ty Dolla Sign)
12. Final Fantasy
13. March 14
 
Profile Photo

jitrpanupalarit

I write stuff

Related Posts

Good Intentions Nav นาฟ/แนฟ แรปเปอร์แคนาดาเชื้ออินเดียกลับมาพร้อมสตูดิโออัลบั้มชุดที่ 3 ...
jitrpanupalarit
Rough and Rowdy WaysBob Dylan การอำลาแฟนเพลงของปู่บ็อบ ? อัลบั้มลำดับที่ 39 ของ Bob Dylan ...
jitrpanupalarit
Cole Bennett หนุ่มอเมริกันจากรัฐอิลลินอยส์ กำลังจะมีอายุครบ 24 ในอีกไม่กี่วันนี้ ...
jitrpanupalarit