Denzel Curry
Ta1300
Denzel Curry


เป็นอะไรที่อยากให้ทุกคนดึงความสนใจมามากครับ ไม่ใช่แค่อัลบั้มนี้ ไปดูที่ตัวของ Denzel เองเลย เป็นแรปเปอร์ที่ Underrated คนนึงของยุคนี้ ถ้าคุณจะบ่นหาแรปเปอร์สาย lyrics หรือ Flow เทพๆ แต่ดันไม่รู้จักคนนี้นี่ไม่ได้เลย นี่ได้ชื่อว่าโดดมาจาก Soundcloud ซะด้วย

สารภาพว่าก็เป็นคนหนึ่งที่ไม่ได้ใส่ใจเดนเซลเท่าที่ควร ได้ฟัง Nostalgic 64 กับ Imperial แบบผ่านๆ มากๆ (เพราะได้ยินคนอวย) กว่าจะรู้ว่าแกเป็นเจ้าของเพลง ‘Ultimate’ ในมีมที่โด่งดังนี่ก็นานพอสมควร แล้วไม่ต้องพูดถึงอีก 5-6 มิกซ์เทปได้มั้งที่ไม่เคยคิดจะเหลียวแลเลย สัญญาจะย้อนกลับไปทวนฟังงานเก่าให้นะ 5555

แต่สัมผัสถึงความทะเยอทะยานของพี่แกได้มาตลอด ได้ยินว่าอิทธิเดนเซลได้มาจากกลุ่มพวก เมมฟิส แร็พ ซึ่งไม่ใช่แนวเราเลย (ตัวอย่าง Three 6 Mafia – Juicy J) แต่เดนเซลจะเน้นผสมผสานกับแทรปหนักหน่วงสมัยใหม่ กึ่งซาวด์หลอนหู กึ่งเกรี้ยวกราดฮาร์ดคอ เน้นโฟลวที่กระชับแข็งแรงใช้กระแทกกระทั้น ก็เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวไป ซึ่งก็ชอบเก็บเอาเพลงแกสองสามเพลงนี่แหละ ฟังเอามันส์ได้อยู่ ยังจำการสับบีทเปลี่ยนเกียร์แบบสุดเดือดในช่วงหลังของเพลง Dark & Violent ได้ดี

เพราะฉะนั้นจึงตั้งความหวังกับอัลบั้มนี้ไว้กลางๆ ซึ่งก็ ไม่ผิดหวังนะ

เอาตามที่เข้าใจน้าาาา ตีความพลาดอย่างไรขออภัย

“Taboo” (เคยไปฟังสัมมนา Breaking the Taboo มา) หมายถึงข้อห้าม หรือธรรมเนียมดั้งเดิมซึ่งปกติแล้วคนที่ใช้ชีวิตอยู่ใน Taboo นี้จะไม่รู้สึกว่าตัวเองจำเป็นต้องไปพูดถึง ติเตียน หรือตั้งข้อสงสัยมัน ด้วยเหตุผลบางอย่าง แม้จะรู้ดีอยู่ว่ามันสามารถส่งผลต่อชีวิตตัวเองมากแค่ไหน โดยเฉพาะในแง่ลบ

เพราะฉะนั้น Taboo ในบริบทของเดนเซลก็น่าจะเป็นเรื่องของสิ่งแวดล้อมในสภาพสังคมของเดนเซล เรื่องแก๊งอันธพาลค้ายาทะเลาะวิวาท และความรุนแรงของกระบวนการยุติธรรม เรื่องความขัดแย้งทางชาติพันธ์ของอเมริกา (Denzel มาจากเขตที่มีเรื่อง Trayvon Martin คดีคนผิวสีที่โด่งดังด้วย) และเขารู้สึกอย่างที่สุดว่าเป็นหน้าที่ตัวเองต้องพูดอะไรสักอย่าง ไม่ใช่พูดธรรมดา เขาต้องตะคอกใส่ด้วยพลังงานทั้งหมดที่มีใส่ลงไปในบทเพลงพวกนี้ แต่จะทำได้ไหม นี่อีกเรื่องนึง

จึงเป็นที่มาของอัลบั้ม Taboo ที่ Denzel Curry พยายามเล่าเรื่องถ่ายทอดเรื่องราวร้อยแปดพันเก้าที่กำลังอลหม่านอยู่ในจิตใต้สำนึกของเดนเซล แต่ไม่ว่าเขาจะพยายามทำเรื่องดี พยายามรู้สึกดีกับสิ่งต่างๆ แค่ไหน แต่อิทธิพลรอบข้างมันทำร้ายกันเกินไป จนเขาสับสน หลงทาง จนมันค่อยๆ กลืนกินตัวเขาเข้าสู่ด้านมืดในที่สุด ตามคอนเซ็ปองค์สาม คล้ายๆ บทภาพยนตร์ เป็นสามช่วงของอัลบั้ม ดังนี้

Act 1 = Light (ด้านสว่าง)
Act 2 = Gray (เทาๆ)
Act 3 = Dark (ด้านมืด)

ตามที่เคยเขียนไป ถึงสิ่งที่เขาจะสื่อนั้นเห็นได้ชัดอยู่ในโครงสร้างอัลบั้ม แต่จริงๆ แล้ววิธีการที่แกนำเสนอในตัวเพลงตลอดการฟังมัน…ไม่ค่อยจะคล้อยไปด้วยเท่าไหร่ ถึงการเริ่มที่ช่วง Light จะมีซาวด์ที่สบายๆ กว่าช่วงอื่น แต่นับตั้งแต่เพลง ‘Sumo’ จนทั้งช่วงองค์ Gray และ Dark ก็รู้สึกคลุมเครือแยกความแตกต่างระหว่างกันไม่ค่อยได้แล้ว

เท่าที่เคยเห็น คือกำลังฟังคนที่กำลังพูดถึงปัญหาสังคมแบบ ใจเย็นๆ ใน Light จนค่อยๆ เลือดร้อน ใน Gray และทรานส์ฟอร์มกลายเป็นแค่แรปเปอร์อีโก้สูง บ้าคลั่งด่าไปทั่ว ในองค์ Dark ซึ่งเป็นจุดที่หาสาระใดๆ ไม่ได้อีกแล้ว รู้สึกประมาณนี้มากกว่า

มันอาจจะเกี่ยวกับแนวคิดสำคัญของอัลบั้มนี้ หรือของชีวิตศิลปิน Denzel เลยก็ว่าได้ คือ เรื่องการแยกบุคลิคของเขาในงานแต่ละชุด (ไบโพลาร์) แต่เท่าที่ฟังผ่านๆ มาก็ไม่ยักรู้เลยนะ เพราะมันก็ฟังดูเหมือนกันหมด จนมาอัลบั้มนี้ที่พอจะเริ่มจับทางได้ เพราะเหมือนจะเป็นครั้งแรกที่ตัวตนต่างๆ มันถูกจับมาแยกกันสดๆ ในอัลบั้มเลย

คือสองสามเพลงแรกนี่ก็สไตล์ Andre 3000 ชัดๆ แล้ว ไม่รู้เหมือนกันว่าเรียกไอ้ตัวนี้ว่าอะไร มันมีชื่ออยู่ แต่ขี้เกียจจำ

จากนั้นตลอดอัลบั้มแกก็ดูไม่อยู่กับร่องกับรอย เดี๋ยวชิล เดี๋ยวขรึม เดี๋ยวขึ้น จนน่าตกใจ ตามไม่ทัน อย่างที่ว่าไปนั่นแหละ เช่นในเพลง ‘Switch It Up’ คุณจะได้ยินเสียงต่ำโผล่มาจากไหนไม่รู้สลับกับเสียงปกติ (ซึ่งเราชอบมาก บีทมันใช้ธีมแฮร์รี พอตเตอร์ป่ะวะ 5555 ถ้าฟังไม่ผิด)

เพลง ‘Mad I Got It’ น่าสนใจตรงช่วงท่อน 3 ที่ Denzel ฟังดูเหมือนดิ้นรนสุดๆ กับการพยายามเอาตัวรอดในสถานการณ์เหล่านี้ ให้อารมณ์เหมือนเพลง Kendrick ใน GKMC พวก Dying of Thirst คือลึกซึ้งครับ ลึกซึ้ง สองเพลงนี้เป็นช่วงที่ตัวโฟลวกับเนื้อเพลงฟังสนุกสุดแล้ว ถ้าไม่นับของคน featuring นะ

ข้อเสียอีกอย่างคือความวุ่นวายของธีมการเล่าเรื่อง ไหนจะไอเดียเพลงพวกลูกโป่งดำ และลูกโป่งดำที่สุด (คือไร้นิ?) ไหนจะเรื่องการดึงเอา Kurt Cobain มาเป็นตัวอย่างในหัวข้อเพลง ‘Clout Cobain’ ที่เกี่ยวกับเรื่องร้ายๆที่แฝงมากับความนิยมชมชอบในตัวบุคคล ซึ่งก็มีเหตุผลอยู่ แต่ก็ยังรู้สึกแหม่งๆ อีกอย่าง ทำไมเพลงนี้มันฟังเหมือนเพลงแร็พไทยบางเพลง

แล้วไหนจะพวก Pop Culture ทีวีโชว์ของอเมริกา (ที่เราไม่เคยดูโว้ย) นิยาย Steven King อะไรต่างๆ เยอะไปหมด และดูแกจะอินกับ Dragon Balls มาก ลองฟัง ‘Super Saiyan Superman’ 555555 โคตรบ้า คือ ไม่รู้แกจะเอาจริงจังกับเรื่องพวกนี้หรือแค่อิงขึ้นมาลอยๆ

มีเรื่องที่ต้องชมอีกเรื่องคือ Features ของอัลบั้มนี้เด็ดมากทุกคน Denzel แกคัดมาเฉพาะพวกสายเนื้อเพลง สกิลสูง (ที่อยู่กันแบบแหกคอก) ในวงการแร็พชัดๆ แบบ J.I.D และ JPEGMAFIA ที่เด่นโชว์ฟอร์มเด่นแบบสุดๆ และยังมีพรรคพวกแกคนอื่นอีกมากมาย (รู้สึกมี Billie Eillish มาร้องท่อนฮุกให้ด้วยเพลงนึง)

สรุปแล้ว Taboo สตูดิโออัลบั้มชุดสาม ให้ความบันเทิงได้พอใช้ ตามคาด เพลงเด่นเยอะพอๆ กับเพลงโหล (น่าตัดออกไปจริงๆ นะ สักสามเพลง) ในส่วนเนื้อความถึงจะไม่ใช่สายกวีจ๋า แต่ชดเชยได้ด้วยทักษะการแร็พของ Denzel Curry ที่ยังไม่ใช่ที่สองรองใคร มี Passion มีการเล่นคำ ฟลิปโฟลวสนุกสนานรักษามาตรฐานได้ดี และอัลบั้มนี้ยังสามารถสร้างความแตกต่างในซาวด์ดนตรี จากอัลบั้มก่อนๆ ของ Denzel ที่ใจคอจะแหกปากใส่คนฟังอย่างเดียว มาดูมีสีมีสันมากขึ้น ตัดสินจากหน้าปกอย่างเดียวไม่ได้เลย

ยังมีความหวังกับ Denzel อยู่แน่นอนครับ อายุแค่ 23 เท่านั้นเอง

เพลงโปรดBlack Balloons, Sumo, Switch Up, Sirens, Vengeance

 
Released in 2018
PH / Loma Vista
 
Tracklist:
1. Taboo
2. Black Balloons (featuring Twelve’len and GoldLink)
3. Cash Maniac (featuring Nyyjerya)
4. Sumo
5. Super Saiyan Superman
6. Switch It Up
7. Mad I Got It
8. Sirens (featuring JID)
9. Clout Cobain
10. The Blackest Balloon
11. Percs
12. Vengeance (featuring JPEGMafia and Zillakami)
13. Black Metal Terrorist
 
Profile Photo

jitrpanupalarit

I write stuff

Related Posts

Good Intentions Nav นาฟ/แนฟ แรปเปอร์แคนาดาเชื้ออินเดียกลับมาพร้อมสตูดิโออัลบั้มชุดที่ 3 ...
jitrpanupalarit
Rough and Rowdy WaysBob Dylan การอำลาแฟนเพลงของปู่บ็อบ ? อัลบั้มลำดับที่ 39 ของ Bob Dylan ...
jitrpanupalarit
Cole Bennett หนุ่มอเมริกันจากรัฐอิลลินอยส์ กำลังจะมีอายุครบ 24 ในอีกไม่กี่วันนี้ ...
jitrpanupalarit