Bronx

 

           คอนเซ็ปของการนำ ‘New York’ หวนคืนกลับมานั้น คือประโยคอุปมาที่เก่าแก่ และมีมานานพอกับการเริ่มต้นของการแร็ป แม้ว่ามันจะหมายถึงช่วงเวลาที่ดนตรี Boom-bap Beats และเนื้อเพลงที่หนักหน่วงพ่นออกมาคล้องลมคล้องอักษร แต่ทุกคนก็ดูเหมือนจะมีนิยามของไอ้คำว่า ‘เอา New York คืนกลับมา’ แตกต่างกันไป สำหรับบางคน มันคงหมายถึงการหวนกลับไปในช่วงเวลาที่ New York ยึดทั้งวงการของดนตรีแนวนี้ ส่วนสำหรับอีกกลุ่มก็อาจหมายถึงแค่สุนทรีย์ของบรรยากาศข้างถนน บ้างก็แค่คารวะอดีต ไอ้ความ ’คิดถึงอดีต’ นี่เองที่เป็นยาเสพติดชนิดหนึ่ง และเมื่อพูดถึงถิ่นกำเนิดของ ‘Hip-Hop’ ด้วยแล้ว ความคิดถึงนั้นยิ่งรุนแรงกว่าที่ใดอื่นบนโลก

         แฟนเพลงหลายคนและรวมไปถึงศิลปินผู้ให้กำเนิดดนตรี Hip-hop ใน New York นั้นยังคงมีชีวิตอยู่ทัน ที่จะได้ฟังและเห็นการเปลี่ยนผ่านของเมืองในยุคสมัยใหม่ ไล่ตั้งแต่ ASAP Mob, Joey Bada$$, Pro Era, Dave East, Young MA, A Boogie Wit Da Hoodie และ Jay Critch คือส่วนหนึ่งของเด็กรุ่นใหม่ของนิวยอร์กที่โดดเด่นและแสดงออกอย่างชัดเจนที่จะนำ New York หวนคืนกลับมา แต่ว่า มันหมายความว่าอะไรกันไอ้การนำ New York ที่ว่ากลับมา?

        ความจริงเราควรล้มเลิกความเชื่อของการนำซาวด์หรือความเป็นต้นฉบับของอะไรคืนกลับมา ‘ยุคสมัยใหม่’ ของศิลปิน New York ไม่ได้มีซาวด์หรืออะไรที่เหมือนกับยุคสมัยก่อนหน้าพวกเขาเลย และมันคงดูไร้เหตุผลมากๆ ถ้าจะหวังให้พวกเขาเป็นแบบนั้น การที่ดนตรี hip-hop มันพาตัวเองโด่งดังไปทั้งโลก และโดยเฉพาะในอินเตอร์เน็ตนั้น ได้ทำลายความเป็นมาตรฐานของวัฒนธรรมการเป็นศิลปิน hip-hop ไปแล้ว มันไม่ใช่ว่า Nas, Jay หรือ Cam’ron ร้องหรือมีส่วนร่วมแต่กับซาวด์ของบ้านเกิดพวกเขาเพียงอย่างเดียว โดยไม่สนใจซาวด์ของที่อื่นๆเลย แต่ด้วยความเร็วและขนาดของผู้คนในยุคสมัยนี้ที่สามารถซึมซับและสับเปลี่ยน style เหล่านี้ได้ทำลายไอ้ความคิดของการเป็นกลุ่มเฉพาะของซาวด์ดนตรีแค่ในภูมิภาคจำกัดไปโดยสิ้นเชิง

         เมื่อคิดจากต้นยุค 2000s ที่ถูกขับคลื่นด้วยการขึ้นมาได้รับความนิยมของพวกศิลปิน Southern(ตอนใต้ของอเมริกา) ที่เน้นความสวยงามของดนตรี และยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ความจริงแล้วพวกศิลปิน Southern นั้นมีอิทธิพลอย่างมากจนแทบจะยึดครองทั้งวัฒธรรมดนตรีที่เราจะสัมผัสได้เลยว่าศิลปินจากภาคอื่นๆ นั้นนำพวกเขาไปประยุกต์ทั้งสิ้น เช่น Gucci Mane, Three Six Mafia, Migos, Future และอีกหลายต่อหลายคน แม้แต่ศิลปินยุคเก่าที่ประสบความสำเร็จที่สุดจาก New York ก็มีบางช่วงที่ไปหยิบยืม ‘style’ จากภูมิภาคอื่นๆเช่นกัน ถ้าจะพูดถึงการรักษาวัฒนธรรมละก็ Jay-z เคยร่วมทำเพลงกับ UGK ย้อนไปตอนปี 1999 แต่ตอนนี้เขาทำเพลงแบบ Migos กับ Beyonce ในปีนี้ 2018 เพลง ‘Plain Jane’ ของ A$AP Ferg แทบจะเรียกได้ว่าลอกทำนองของเพลง ‘Slob on my Knob’ ที่ร้องโดย Juicy J และเราทุกคนน่าจะทราบกันดีอยู่แล้วว่า Desiigner แม่งคือร่างจำแลงของ Future ชัดๆ ตอนมันเปิดตัว

(Biggie Smalls ศิลปินที่มักถูกเรียกให้เป็น ‘King of New York’)

       แต่การจะพูดว่าดนตรี hip-hop จาก New York นั้นตายไปแล้วก็เป็นสิ่งที่ผิดมหันต์ เพราะมันยังถูกเติมเชื้อเพลิงจากคลื่นวิทยุและสื่ออื่นๆอยู่ และไม่มีทีท่าที่พวกสื่อเหล่านี้จะมองหาคลื่นลูกใหม่จากเมืองของพวกเขาเลย ซึ่งยังพ้องกับพฤติกรรมของคนฟังที่ดูจะขาดสมาธิอยู่กับอะไรไม่นานของคนยุคนี้ ถึงยังไงในทุกปีก็ยังมีศิลปินโผล่ออกมาป่าวประกาศว่าจะนำ ‘the city back’ แต่สิ่งที่พวกเขาพอจะทำได้มากสุดก็แค่นำบรรยากาศ ‘classic’ ของ New York กลับมาแค่นั้น มันเป็นเพียงแค่เปลือกนอกในการมองให้ดูดีที่สุด เพราะมันก็เป็นแค่เพียงการตัดส่วนโน้นหรือลอกส่วนนี้ทั้งสิ้น ปัญหาที่เกิดขึ้นตอนนี้คือ เรารับรู้ถึงสิ่งที่มัน ‘ตาย’ และ ‘คืนชีพ’ พร้อมๆกันตลอดเวลา

      A$AP Mob เป็นตัวอย่าง เขาถูกยกย่องว่าได้นำ ‘New York’ หวนคืนกลับมา แม้เขาจะไม่ได้เกาะไปกับซาวด์ดั่งเดิมของเมืองที่ผู้คนโหยหา แต่เขาก็ถูกโปรโมทถึงการฟื้นตัวของ ‘New York’ ในสายตาของผู้คนที่มองจากภายนอกเข้ามา ส่วนใหญ่ของการคืนชีพบรรยากาศ ‘rap crew’ ที่คล้ายกลุ่มอย่าง ‘Wu-Tang’ แม้ซาวด์จะแตกต่างโดยสิ้นเชิง Rocky เข้ามาด้วยท่วงท่าที่มีรากลึกและจังหวะของ Houston ส่วน Ferg นั้นแทบจะสามารถเป็นเหมือน Bone Thug ได้เลย จริงๆแล้ว คนที่จะสามารถเรียกได้ว่ามีความเป็น ‘New York’ มากที่สุดในกลุ่มคือ A$AP Nast และ A$AP Twelvyy แต่พวกเขากลับแทบจะได้รับความนิยมน้อยสุดในกลุ่มถ้าพูดถึงเรื่องการตลาด แต่นั้นก็ไม่ได้หมายความว่าความเป็น ‘New York’ ของพวกเขาไม่แท้ แต่กลับกัน มันแค่แสดงให้เราเห็นว่ารสนิยมการฟังของคนเปลี่ยนไปแล้ว

     เมื่อมองผ่านความเป็นศิลปินและความมีเอกลักษณ์แล้ว Troy Ave และ Joey Badass (ที่แตกต่างโดยสิ้นเชิง) เริ่มต้นการเป็นศิลปินโดยมีจุดมุ่งหมายที่จะ ‘นำ new york หวนกลับคืนมา’ Joey มีความเป็นศิลปินที่เชี่ยวชาญด้าน lyricism และมีประสบการณ์ความเป็น street มาก่อน ทำให้ถูกนำไปเปรียบเทียบกับศิลปินอย่าง Nas ในอีกด้านหนึ่ง Troy นำอัตลักษณ์ความเป็น dope boy ในปลายุค 80s ใจถึงที่จะพูดเกี่ยวกับจุดประสงค์ที่จะพาความเป็น ‘the real’ กลับมา น่าสนใจที่ว่า ผลงานที่ยอดเยี่ยมของ Joey มักมาหลังจากยุคหลังที่เขาตีตัวออกจากความเป็น old-school ที่เริ่มสร้างเขามา ส่วน Troy Ave นั้นไม่แปรเปลี่ยนอัตลักษณ์และยังคงภักดีกับสิ่งที่เรียกว่า ‘good old days’

     ขณะที่ในด้านดนตรีถูกยกย่อง การขาดความสามัคคีของบรรดาศิลปินใน new york ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความแข็งแกร่งของเมือง, new york นั้นมีการแข่งขันที่สูงลิ่วฟ้าและท่วมท่นไปด้วยศิลปิน แต่ก็ยังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อยู่ดีว่า DJ ของ new york ไม่เล่นเพลงของเมืองตัวเองถ้ามันไม่อยู่อย่างน้อยในชาร์ต 100 อันดับแรก เนื้อเพลงที่จัดจ้านและกลองอันหนักหน่วงของบีทไม่เคยจางหายไปไหนจาก new york แต่ด้วยการที่ขาดแรงสนับสนุนของผู้คนในท้องถิ่นต่อศิลปิน หลายคนถูกบังคับให้ต้องอยู่แต่ underground (ใต้ดิน) แต่ก็ยังมีคลิปวิดีโอของ MC ที่แร็ปจนแทบจะพ่นไฟให้เราเห็นไม่เคยขาดหายตามอินเตอร์เน็ต ซึ่งว่าตามทฤษฏีแสดงว่าฐานคนฟังก็ยังคงมีอยู่สิ ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงศิลปินก็ควรจะไม่หมดกำลังใจ และแฟนเพลงเองก็ควรจะสนับสนุนศิลปินที่พวกเขาชื่นชอบเพื่อสร้างประโยชน์แก่กันและกัน

      มีศิลปินรุ่นใหม่จาก new york อีกนับไม่ถ้วนในเวลานี้ ไล่ตั้งแต่ MADWIZ, Theravada, AKAI SOLO, Maraya Poppinz, Maxx Brown, และ Pat RZL พวกเขาเหล่านี้ทำให้เรารับรู้ว่าพวกเขาเคารพต่อ lyricism และ story-telling แบบ new york ในยุคเก่า ขณะเดียวกันก็แสดงความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวและไอเดียของตัวเองอีกด้วย การผสมผสานวัฒนธรรมดั้งเดิมแบบ boom-bap ผสมกลมกลืนไปกับซาวด์ในยุคสมัยนี้ พวกเขากำลังฟื้นฟูความเป็นศิลปิน ‘new york’ โดยที่แทบไม่ต้องละทิ้งกลิ่นอายของเมืองเลยด้วยซ้ำ แต่ถึงยังไง เราควรจะจำไว้ว่าศิลปะของเมือง new york ได้กลายมาเป็นแรงบันดาลใจที่กระจายเป็นวงกว้างและทรงอิทธิมากมายแค่ไหน ช่วง ‘ที่รุ่งเรือง’ ที่สุด นั้นจะรับรู้และถูกสนับสนุนได้จากแฟนๆ รุ่นเก่าที่พวกเขาคาดหวังจะได้เห็นหรือฟังกลิ่นอายเดิมๆที่เคยสัมผัส

     ใช่ แม้แต่แฟนๆพวกนี้เองก็คงจะพบซาวด์ที่พวกเขากำลังมองหาถ้าพวกเขาค้นไปลึกมากพอ ดนตรี hip-hop ของเมือง new york ไม่เคยจากเราไปไหน Roc Marciano ไม่เคยไปไหน Nas เองก็เพิ่งจะปล่อยอัลบั้มไป ยังคงมี MC ที่อยู่บนรถไฟฟ้าสักแห่งที่คงกำลังหัวเสียอยู่กับการเขียนและแก้ rhyme ในสมุดของพวกเขา ดังนั้นถ้าคุณยังเป็นคนประเภทที่ยังกังวัลกับการ “นำ new york หวนคืนกลับมา” แล้วละก็ สิ่งที่คุณทำได้ดีที่สุดคือ ไปดูคอนเสิร์ตซะสิ ซื้อพวกเสื้อผ้าของศิลปิน บอกเพื่อนๆถึงศิลปินที่น่าสนใจ พวกนักวิจารณ์และแฟนเพลงบางจำพวกชอบทำลายศิลปินบางคนตั้งแต่พวกเขายังไม่ฉายแสงเต็มตัวด้วยซ้ำ ศิลปินที่ตอนนี้กำลังแบกความหวังของ new york ไว้อยู่ พวกเขาคงไม่สนใจด้วยซ้ำว่าจะกลับมายึดครองดนตรี hip-hop ได้อีกครั้ง พวกเขาแค่ทำเพลงในแบบที่พวกเขารัก และพาเมืองที่พวกเขาอยู่ให้มีชีวิตต่อไป.

บทความต้นฉบับจาก : hotnewhiphop.com

Profile Photo

Phattadon Nilphat

Philosophy, History, and Music.

Related Posts

Good Intentions Nav นาฟ/แนฟ แรปเปอร์แคนาดาเชื้ออินเดียกลับมาพร้อมสตูดิโออัลบั้มชุดที่ 3 ...
jitrpanupalarit
Rough and Rowdy WaysBob Dylan การอำลาแฟนเพลงของปู่บ็อบ ? อัลบั้มลำดับที่ 39 ของ Bob Dylan ...
jitrpanupalarit
Cole Bennett หนุ่มอเมริกันจากรัฐอิลลินอยส์ กำลังจะมีอายุครบ 24 ในอีกไม่กี่วันนี้ ...
jitrpanupalarit