Metro Boomin
Not All Heroes Wear Capes
Metro Boomin


เราได้เล่าเรื่องทราวิสกับที่มาที่ไปของคอนเซ็ป Astroworld จากโพสต์ก่อนๆ มาเยอะแล้ว เข้าหาตัวอัลบั้มกันเลยละกันนะ แต่ต้องทำความเข้าใจกันก่อน

ว่าเรากำลังจะพาไปทัวร์สวนสนุกธีมดาร์ค ที่ชื่อ Astroworld เป็นภาพในจินตนาการของแรปเปอร์จากฮูสตัน Travis Scott ฮูสตันเป็นเมืองที่สวนสนุกนี้เคยมีแพลนจะสร้างไว้

คือไม่ได้หมายความว่าคุณจะได้ยินทราวิสแกร้อง “ม้าหมุน is Lit!” “บ้านผีสิง!” อะไรแบบนั้น แต่เขาจะใช้แค่ตัวธีมสวนสนุกเนี่ย เป็นแนวดนตรีและบรรยากาศของอัลบั้มเฉยๆ เพื่อเล่าเรื่องชีวิตตัวเองไปตามอารมณ์ ฟีลแบบในเอ็มวีเพลง ‘Antidote’ เพลงเก่าของเค้า

นี่เป็นอัลบั้มที่เรียกได้ว่าทราวิศอุทิศเกือบทั้งหมดให้กับการสร้างชื่อเสียงให้กับ Houston เมืองบ้านเกิดของตัวเอง มีการอ้างอิงข้อมูลต่างๆ ของเมือง และมี Sample เพลง และชื่อของศิลปินฮิพฮอพรุ่นพี่ๆ พ่อๆ ที่มาจากเมืองฮูสตัน พร้อมทั้งดันเด็กดาวรุ่งมาร่วม features ในอัลบั้มนี้ด้วย

ใช้เวลาฟังสองสามวันเพื่อความชัวร์ มองภาพรวมอัลบั้มในหัว รู้สึกโอเคแล้ว ไม่น่าจะมีอะไรมากกว่านี้แล้วล่ะ

อัลบั้มนี้จะเป็นเหมือนการที่เรามาหาความบันเทิงในสถานที่หนึ่ง สำหรับบริบทอัลบั้มนี้ก็จะเปรียบเป็นสวนสนุก หาอะไรสนุกๆ ทำไปเรื่อย เครื่องเล่นต่างๆ จนถึงจุุดนึงที่คุณมีความสุขที่สุด เรื่อยไปจนเริ่มรู้สึกอิ่มตัว เช่น การขึ้นรถไฟเหาะห้ารอบจนกลับลงมาอ้วก ก็โอเค วันนี้แฮปปี้ กูคงพอแล้ว

มันคล้ายกับสิ่งทราวิสต้องการนำเสนอ ตามอารมณ์ของแต่ละเพลงในอัลบั้ม คือผจญภัยไปเรื่อยๆ ในดินแดนสวนสนุกกับเขา พร้อมรับฟังเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตเขาไปด้วย โดยเฉพาะช่วง 6 เพลงแรก คือความมันส์แบบมาราธอนจริงๆ สื่อการใช้ชีวิตด้านที่บ้าคลั่งของทราวิส คือตายเมื่อไหร่ก็ได้พักเมื่อนั้น

” Psychedelics got me goin’ crazy “

‘Stargazing’ เริ่มมาก็อัดยาเห็นดาวกันเลย เพลงนี้ที่เราได้ยินจากคลิปทีเซอร์ของอัลบั้ม แค่เพลงแรกก็มีสวิทช์บีทแล้ว เป็นการเปิดตัวที่เรียกได้ว่า รีบกว่าอัลบั้มก่อน (Rodeo) อักมั้ง? คือจะเร่งจังหวะตั้งแต่เพลงแรกแล้ว เห็นปกติจะเริ่มแบบช้าๆ แล้วค่อยกระแทก

ก็จะมีการพูดเกริ่นเนื้อหาอัลบั้มแบบลึกลับน่าค้นหาตามสไตล์แกเหมือนเดิม เรื่องยา เรื่องอดีต และเรื่องครอบครัวปัจจุบันในปัจจุบัน ซึ่งอันนี้จะเป็นส่วนประกอบสำคัญในการเดินเรื่องของอัลบั้ม

‘Carousel’ แค่เห็นชื่อโปรดิวเซอร์ Hit Boy นี่ก็กลั้นหายใจรอแล้ว พอเพลงเริ่ม โอ้ โห้ Frank Ocean!? อยู่ๆ โผล่มาจากไหน ไม่ได้ยินแกแหกปากขนาดนี้ตั้งแต่ Bikings ที่ดีงามกว่านั้นคือ Transition ไปเพลง ‘Sicko Mode’ เพลงที่เด่นสุดของอัลบั้มนี

มันเนียบมากจนไม่รู้สึกว่าเปลี่ยนเพลงเลย รักษาความต่อเนื่องได้ดีมากเหมือนกับอีกหลายๆ เพลง ต้องให้เครดิตคุณ Drake มาพร้อมกับโฟลว Scorpion ด้วย สองเพลงนี้จะพูดถึงประสบการณ์จากการเล่นยาปาร์ตี้และการตั้งใจทำงานอยากหนักไปด้วย ก็คือเวิร์คฮาร์ดเพลย์ฮาร์ดตามสไตล์ชีวิตศิลปินของพวกเขา

(คั่นหน่อย รู้สึกว่าเพลง Carousel บีทมันคล้ายๆ Distorted Record ของ Asap Rocky แล้วโปรดัคชั่นโดยรวมมันก็หลอนๆ วิ้งๆ เหมือนอัลบั้ม Testing ด้วยนะ อันนี้มีใครเห็นด้วยป่ะ)

เพลง ‘R.I.P Screw’ ทริบิวท์ให้ DJ Screw ศิลปินจาก Houston ปรับอารมณ์สบายๆ ขึ้นเล็กน้อย ถึงคิดว่าถ้าปรับจังหวะช้าลงกว่านี้หน่อยจะงดงามมาก แต่เข้าใจอยู่ว่าเพราะสองสามเพลงแรกมันบิวท์ไปซะขนาดนั้น แล้วเรื่องการร้องเพลงเบาๆ นี่ไว้ใจ Swae Lee ได้เลย ไม่เคยทำให้ผิดหวังจริงๆ

ไม่ค่อยเข้าถึงเพลง ‘Stop Trying to be God’ เท่าไหร่ เข้าใจความหมายให้คนไม่ลืมกำพืด ไม่ลืมบ้านเกิดตัวเอง โปรดัคชั่นน่าสนใจ เสียงฮืมมมม ของ Kid Cudi กับเสียงร้องของ Steve Wonder ก็ทำเอาขนลุกเกรียวกราวอยู่ แต่ตัวเพลงรวมๆ มันยังรู้สึกหลวมๆ หลอนๆ

‘No Bystanders’ ตรงนี้จะเป็นเพลงแรงๆ อันสุดท้ายของอัลบั้ม ไม่ต้องคาดหวังอะไรมากกว่าการได้ร้อง Fuck The Club Up! ไปกับ Travis เพลงนี้เล่นสดน่าจะมันส์

‘Skeletons’ มาถึงตรงนี้จะเริ่มเน้นหนักตรงที่เอาความรู้สึกส่วนตัวมาเกี่ยวข้อง สิ่งที่พึ่งเริ่มเกิดกับชีวิตของทราวิสในช่วงปี-สองปีมานี้ เกี่ยวกับการพบรักแท้ การได้รับความสัมพันธ์รูปแบบใหม่จากคนรักและการมีลูก คือแม่ Tyler และน้อง Stormy นั่นเอง

แล้วการพรวดเข้ามาของ The Weeknd ในเพลงนี้กับ ‘Wake Up’ ก็เป็นอะไรที่พอดิบพอดีกับอารมณ์เพลงมาก รวมถึงโปรดัคชั่น Pharrell Willams และ Tame Impala (อันนี้เซอร์ไพรส์) ก็เข้าคู่กันแบบสุดยอด

ไม่เคยฟังเพลงทราวิสแล้วรู้สึกอ่อนโยนขนาดนี้มาก่อน 555555

แม้จะมีความเน้นหนักต่างกันไปในแต่ละช่วงของอัลบั้ม แต่ส่วนของโปรดัคชั่นที่น่าสนใจ ดึงดูดที่สุดจะเป็นนับตั้งแต่เพลง 5% Tint จนถึง Astrothunder เป็นช่วงที่ควรค่ากับการปล่อยอารมณ์มาก เอฟเฟ็คที่ใช้ทั้งอัลบั้มก็มีตรงนี้ที่มันจี้ได้ตรงจุด คือถึงขั้นเลิกสนเนื้อเพลงแล้วปล่อยสมองนอนฟังมันอย่างเดียวเลย รู้สึกสยิวกิ้ว คือตรงนี้ฟีลมันสุดยอดมาก เปรียบกับยาก็เหมือนมันจะออกฤทธิ์จนสุดแล้ว

เพราะต่อจากนั้นมามันก็เริ่มคลายๆ ไปแล้ว

ที่เห็นเขาแซวกันฮาสัสๆ เลยคือการอัดเสียง NAV ในเพลง ‘Yosemite’ ที่ร้องเสียงเหมือนยืนห่างไมค์ไปประมาณกิโล ซึ่งเห็นด้วยมาก อยากรู้จริงเกิดอะไรขึ้นในสตูดิโอ

ไม่อยากจะใช้คำนี้เลย แต่ช่วง 4 เพลงสุดท้ายมันมีความรู้สึกว่าทราวิสลดระดับทุกอย่างลง ความเร็ว ความแรง ความหลากหลาย เหมือนเขาเหนื่อยอ่ะ (คือทราวิสเนี่ยนะเหนื่อย) บอกตรงๆ นอกจากเนื้อหาแล้วจำเกือบไม่ได้เลยว่าพึ่งฟังอะไรไป ฟีลที่เราได้ในสิบกว่าเพลงแรกมันเลยดร็อปๆ ลงไปฮวบฮาบ แล้วแกก็เหมือนจะดันกลับมาไม่ได้อีกเลย จนจบอัลบั้ม

เราไม่ค่อยอินกับโฟลวในเพลง ‘WHO? WHAT! กับ Butterfly Effect ดูเนือยๆ ไปกับบีทส่วน ‘Houstonfornication’ กับ ‘Coffee Been’ ก็เหมือนเป็นเพลงดึงสติว่าอัลบั้มนี้ยังมีคอนเซ็ปอยู่นะ มีซาวด์ มีเนื้อหา เรื่อง Kylie อย่างโน้นอย่างนี้ ซึ่งถึงจุดนั้นก็ค่อนข้างหมดความสนใจไปแล้ว แต่ก็ งืมๆ เข้าใจอยู่

ถ้าเป็นไปได้อยากให้ทุกอย่างมันควรตัดจบที่เพลง Can’t Say ไปเลยน่ะ สวยงามแล้ว (เพลงนี้ตกใจนึกว่าเสียง T-Pain อ๋อไม่ใช่ นี่เด็ก Houston ชื่อ Don Tiliver)

ส่วนตัวแล้ว การมีภาวะทางอารมณ์ที่เปลี่ยนไปตามวัยหรือสถานะ (คนเป็นพ่อ) ก็ดีอยู่ จะได้ฟังแนวใหม่ๆ บ้าง อย่างที่เราได้สัมผัสกันไปในอัลบั้มนี้ ขออย่างเดียว อย่าเสีย energy ความบ้าดีเดือดที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเองไว้นะ เพราะยังไงก็เป็นสิ่งที่ทำให้หลายคนเขาชอบคุณตั้งแต่แรกอ่ะ ทราวิส

สรุปแล้ว เป็นอัลบั้มที่ให้ความหลากหลายทางอารมณ์ โปรดัคชั่นหรูหรา เนื้อหาหนักแน่นกว่าอัลบั้มอื่นq อาจจะมีแผ่วปลายบ้างซึ่งก็เป็นจุดอ่อนประจำของทราวิสในหลายๆ อัลบั้มอยู่แล้ว (แม้แต่ Rodeo) แต่ให้ความบันเทิงพอใช้และรู้สึกว่าชอบขึ้นเรื่อยๆ ด้วยเมื่อฟังอีกหลายรอบ (ก่อนรีวิวนี้ฟังห้ารอบ) ไม่ผิดหวังที่ตั้งตารอคอย เป็นความรู้สึกพิเศษที่ไม่น่าหาได้จากอัลบั้มฮิพฮอพชิ้นไหนในปีนี้ได้อีกแล้ว

จะว่าไปแล้วก็เป็นอัลบั้มที่ทุนหนาเอาเรื่องนะ ดูจากรายชื่อศิลปินรับเชิญ โปรดิวเซอร์ และวิธีการที่สื่อโปรโมทอัลบั้ม ไหนจะมีสินค้าซัพพอร์ทอะไรต่างๆ (ชื่นชอบก็ไปช่วยสนับสนุนเขาด้วย Sold Out ไปหลายตัวแล้วน่อ) เหมือนบารมีเรื่องการตลาดแกตอนนี้ใกล้จะเทียบเท่า Kanye West ได้แล้ว

ถึงสวนสนุกนี้จะไม่มีวันปิด แต่ต้องจบทริปก่อนครับ ไกด์เหนื่อยแล้ว

 

เพลงโปรดDon’t Come Out The House, 10 Freaky Girls, Space Cadet, Borrowed Love, No Complaints

 
Released in 2018
Boominati / Republic
 
Tracklist:
1. 10AM / Save the World (featuring Gucci Mane)
2. Overdue (with Travis Scott)
3. Don’t Come Out the House (featuring 21 Savage)
4. Dreamcatcher (featuring Swae Lee and Travis Scott)
5. Space Cadet (featuring Gunn)
6. 10 Freaky Girls (featuring 21 Savage)
7. Up to Something (featuring Travis Scott and Young Thug)
8. Only 1 (interlude) (with Travis Scott)
9. Lesbian (featuring Gunna and Young Thug)
10. Borrowed Love (featuring Swae Lee and Wizkid)
11. Only you (with J Balvin featuring Wizkid and Offset)
12. No More (featuring Travis Scott, Kodak Black and 21 Savage)
13. No Complaints (featuring Offset and Drake) (bonus track)
 
Profile Photo

jitrpanupalarit

I write stuff

Related Posts

Good Intentions Nav นาฟ/แนฟ แรปเปอร์แคนาดาเชื้ออินเดียกลับมาพร้อมสตูดิโออัลบั้มชุดที่ 3 ...
jitrpanupalarit
Rough and Rowdy WaysBob Dylan การอำลาแฟนเพลงของปู่บ็อบ ? อัลบั้มลำดับที่ 39 ของ Bob Dylan ...
jitrpanupalarit
Cole Bennett หนุ่มอเมริกันจากรัฐอิลลินอยส์ กำลังจะมีอายุครบ 24 ในอีกไม่กี่วันนี้ ...
jitrpanupalarit