6
Injury Reserve
Injury Reserve

ขอมาก็ จัดไปปป

Injury Reserve เปิดตัวสตูดิโออัลบั้มแรก สามสหายยังไม่กล้าเล่นใหญ่เท่าสองมิกซ์เทปแรก แต่ก็สามารถรวบรวมซาวด์ของผลงานเก่าๆ ไว้ได้ทั้งหมด

Injury Reserve คือแร็พทริโอจากรัฐอริโซนา อเมริกา ที่ประกอบด้วย Stepa J. Groggs กับ Ritchie With a T เป็นแรปเปอร์ และ Parker Corey เป็นโปรดิวเซอร์

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2015 ตอนที่เราได้ยินชื่อของพวกเขาครั้งแรกจากมิกซ์เทปที่ชื่อ ‘Live from the Dentist Office’ มีกระแสพูดถึงมากมายในกลุ่มคนฟังเพลงนอกกระแส แค่ชื่อมิกซ์เทปก็เท่ขนาดนั้น คนอวยกันขนาดนี้ เพลงจะขนาดไหน แต่ขอโทษ ลืมฟังไป และลืมเฉยเลยว่าเคยมีวงนี้

ซึ่งก็ไม่แปลกใจเท่าไหร่ ถึงแม้จะเป็นช่วงเริ่มสร้างเนื้อสร้างตัว และกำลังสร้างกลุ่มแฟนคลับได้ Injury Reserve ยังเป็นวงที่ไม่ถึงกับจับความสนใจของเมนสตรีมได้มากมาย

แต่ด้วย Injury Reserve ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา เที่ยวออกทัวร์อย่างไม่หยุดหย่อน สามารถพัฒนาแนวดนตรีของตัวเองอย่างไม่หยุดพัก และมีผลงานออกมาอย่างต่อเนื่อง

ก็คืออีกหนึ่งมิกซ์เทป ‘Floss’ ปี 2016 และอีพี ‘Drive It Like It’s Stolen’ ในปี 2017

จนมาถึงการเปิดตัวด้วยสตูดิโออัลบั้มนี้ ที่ตั้งชื่อตามชื่อวง เพราะถือเป็นสตูดิโออัลบั้มแรกอย่างเป็นทางการ พวกเขายัดซาวด์ คอนเซ็ปทุกอย่างที่เคยเป็นจุดขายของวงไว้ทั้งหมดเพื่อให้อัลบั้มนี้เป็นการแนะนำตัว และสร้างประทับใจแรกให้คนฟังหน้าใหม่

ขณะเดียวกันก็เพื่อไม่ให้เสียคนฟังกลุ่มเก่าที่คุ้นเคยกับแนวของพวกเขาดีอยู่แล้ว และไม่ลืมที่จะสาวความเรื่องราวในอดีตของแต่ละคน และอัพเดทสถานการณ์ปััจจุบันไว้ในอัลบั้มเดียว

Injury Reserve สร้างชื่อมากับสไตล์ Jazz Rap แบบ De La Soul หรือ A Tribe Called Quest ในอดีต แต่โปรดิวซ์ด้วยเทคนิคโมเดิร์นกว่า เอฟเฟคแปลกๆ และเก่งด้านการทำเพลง lo-fi แนวทดลอง

Injury Reserve โดดเด่นออกมามากจากหมู่แรปเปอร์อินเตอร์เน็ต-อันเดอร์กราวด์ หลังปี 2015 เป็นต้นมา ซึ่งเราจะเห็นสไตล์ที่ว่านั้นยังคงอยู่ในหลายเพลงของอัลบั้มนี้

อัลบั้มเริ่มต้นด้วยการยัดเพลงแรงๆ เริ่มต้นที่ ‘Koruna & Lime’ เป็นเพลงที่เรียกว่า บ่นไปเรื่อย เป็นการเริ่มต้นธีมการเล่าเรื่องชีวิตของพวกเขา แบบเมาๆ กร้าวๆ

สะท้อนถึงความลำบากในชีวิตและสภาพจิตใจที่พวกเขาต้องเผชิญอยู่ และชื่อเพลงก็เล่นคำพ้องกับยี่ห้อเบียร์ Corona กับ Lime ที่หมายถึงมะนาวทานเป็นของคู่กันอีกด้วย

แต่อย่าคิดว่านี่จะเป็นอัลบั้มแร็พเพื่อชีวิตจริงจังอะไรไปนะครับ ไม่ใช่เลย การเล่าเรื่องของพวกเขาเป็นแบบ เดี๋ยวจริง เดี๋ยวเล่น ไปตลอดอัลบั้ม

เพลงแบบ ‘Jawbreaker’ พูดถึงพวก Hypebeast ประมาณว่า มึงเอาแต่ตามกระแสแฟชั่นกับป้ายราคา ซื้อทุกสิ่ง ใส่ทุกอย่าง แต่สุดท้ายก็เสียความเป็นตัวเองไป มี Rico Nasty แร็พได้เลิศ หรู และสะดิ้งเข้ากับธีมแบบประชดประชันมากเลยทีเดียว

แต่ที่ขโมยซีนสุดน่าจะเป็นแร็พของ Amine ในเพลง ‘Jailbreak the Tesla’ เพลงที่แปลง่ายๆ ว่า แฮครถยนต์ Tesla เป็นเพลงอวดรวยและแสดงความไม่ Give a Fuck กับความรวยของตัวเองไปพร้อมๆ กัน คือเหมือนซื้อรถหรูมาแงะแต่งเล่น

มีท่อนของ Amine ที่แร็พว่า “รถพวกมึงดัง วรู่ม! วรู่ม! ส่วนรถกูดัง ___” เว้นช่วงเงียบเพื่อสื่อถึงความเงียบของเครื่องยนต์ Tesla นั่นเอง เฟี้ยวจัด

อีกเพลงก็ ‘Rap Song Tutorial’ แปลตามตัวว่า สอนวิธีแต่งเพลงแร็พ ซึ่งเพลงก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ เฮ้ย 55555 คือเหมือนเปิดยูทูปนั่งดูวิธีทำเพลงแล้วเป็นเสียงอีสิริสอน ตั้งแต่ใส่ Drum แต่งท่อนฮุค อัดท่อนฮุค อัดเพลง จนได้เป็นเพลงเต็ม ถ้าอยากทำอัลบั้ม? ก็ทำเพิ่มอีก 11-12 เพลง แล้วเอามารวมกันสิ จบ

ตกใจสุดก็ตรงมีเพลงบีทสไตล์เวสต์โคสต์ ‘Gravy N’ Biscuits’ ขึ้นมาซะเฉยๆ เออ แล้วเพราะดีด้วย

ซึ่งช่วงแรกของอัลบั้มจะมีความเล่นไปเรื่อยแบบนี้อยู่มาก ถ้าเป็นแบบนี้ไปตลอดก็ดีเหมือนกัน

แต่จุดบอดของอัลบั้มมันมาเริ่มหลังจาก ‘Wax On’ เป็นต้นไป ที่โปรดัคชั่นเริ่มถูกกดให้ซอฟต์ลง อารมณ์คนแร็พก็เริ่มมืดหม่น ซึ่งแทนที่มันจะลึกซึ้งเพราะพริ้งแบบเพลงเก่าของพวกเขา ที่เป็นแนวคล้ายๆ กัน (แบบเพลง ttktv, North Pole หรือ Washed Up)

มันกลับทำให้อัลบั้มเกิดช่วงน่าเบื่อขึ้นมาเฉยๆ

แล้วเนื้อหาหนักๆ มันดันไปลงกองอยู่ที่ส่วนนั้นด้วย น่าเสียดายเหมือนกัน ผมฟังไปประมาณห้ารอบก็จับใจความไม่ได้นักว่า Ritchie กับ Grogg เล่าเรื่องอะไรที่สำคัญไปบ้างรึเปล่า เลยไม่ค่อยอิน ไปจำส่วนบ้าๆ บอๆ ของอัลบั้มได้ซะมากกว่า

ดีอยู่บ้างที่อัลบั้มจบสวย ที่เพลง ‘Three Man Weave’ เป็นเพลง Sample บีทแบบโซลฮิพฮอพ การแร็พกลับมาสนุกมีสีสัน ท่อนฮุคติดหูตั้งแต่ฟังครั้งแรก (3 Man Weave เป็นศัพท์เทคนิคการเล่นบาสหมายถึงการชิ่งส่งลูกอย่างรวดเร็วระหว่างผู้เล่นสามคนเพื่อเดินเกมไปข้างหน้าด้วยกัน)

ซึ่งเป็นการพูดสะท้อนถึงเรื่องราวชีวิตการเป็นศิลปินของพวกเขาสามคน โดยเอาไปเปรียบเปรยกับผู้เล่นบาสเก็ตบอล คือการทำงานร่วมกัน ความเข้าขากัน เรียกว่าเป็นการนำเสนอความเป็น Injury Reserve ยันเพลงสุดท้าย จบอัลบั้มได้ฉลาด เรียบง่าย ดีงาม

ซึ่งทั้งหมดนี้ ไม่ว่าจะฟังดูแปลกแค่ไหน ก็ยังสมเป็น Injury Reserve แบบที่เรายังรู้จักและเข้าใจได้ (ยกเว้นเพลง Gravy N’ Biscuits อันนั้นมาเหนือจริง) ส่วนคนที่พึ่งเริ่มฟังวงนี้ ถ้าเริ่มที่อัลบั้มนี้ แล้วชอบเลย การย้อนกลับไปฟังงานเก่าก็คงไม่ใช่เรื่องยากเท่าไหร่

ถ้าใครฟังงานของสามหน่อทั้งหมด แล้วติดใจ อยากต่อยอด ก็แนะนำให้ลองฟัง JPEGMAFIA, Brockhampton หรือ SOPHIE ได้ ศิลปินที่มีความคล้ายคลึงกันอยู่หลายด้าน

 

เพลงโปรดJawbreaker, Jailbreak the Tesla, Gravy N’ Biscuits, What’s Year It’s Been, Three Man Weave

 
Released in 2019
Loma Vista
 

STREAMINGS

SpotifyAppleSpotifyYoutube Music

BUYING

Amazon

 
Profile Photo

jitrpanupalarit

I write stuff

Related Posts

Good Intentions Nav นาฟ/แนฟ แรปเปอร์แคนาดาเชื้ออินเดียกลับมาพร้อมสตูดิโออัลบั้มชุดที่ 3 ...
jitrpanupalarit
Rough and Rowdy WaysBob Dylan การอำลาแฟนเพลงของปู่บ็อบ ? อัลบั้มลำดับที่ 39 ของ Bob Dylan ...
jitrpanupalarit
Cole Bennett หนุ่มอเมริกันจากรัฐอิลลินอยส์ กำลังจะมีอายุครบ 24 ในอีกไม่กี่วันนี้ ...
jitrpanupalarit