6
Music to Be Murdered By
Eminem

Eminem หรือ Marshall Bruce Mathers ลำดับที่ 3 อเมริกันแรปเปอร์ ตำนานที่ยังมีชีวิตจากดีทรอยต์ กลับมาอีกครั้งกับสตูดิโออัลบั้มชุดที่ 11 หลังจาก Kamikaze ดร็อปเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2020 แบบเซอร์ไพรส์เช่นเดียวกันกับอัลบั้มก่อน

เห็นได้ชัดว่า Eminem ได้ inspired มาจากการชมภาพยนตร์สยองขวัญของ Alfred Hitchcock ด้วยอัลบั้มของเขาที่ใช้ชื่อเดียวกัน “Music to Be Murdered By” แปลได้ว่า เพลงสำหรับการถูกฆาตกรรม Eminem หลงไหลไอเดียของ Horrorcore ในการแร็พมาแต่ไหนแต่ไร มีเพลงมากมายที่เขาแฟนซีเกี่ยวกับการฆ่าคน การ reference ฆาตกรต่อเนื่อง เหตุการณ์โศกนาฏกรรมต่างๆ เช่นเพลง ‘Kill You’ ‘3 AM’ ‘Framed’ ”97 Bonnie & Clyde’ ฯลฯ โดยเฉพาะงานมาสเตอร์พีซที่เราคงลืมกันไม่ลงอย่าง ‘Kim’

ก็รู้สึกตื่นเต้นน้อยๆ ที่ Eminem กลับมาทำอัลบั้มที่มีคอนเซ็ป มีเรื่องราวให้คิดตาม รวมถึงการออกเพลง ‘Darkness’ กับ ‘Godzilla’ มาเป็นซิงเกิลก่อนก็ดึงความสนใจเราได้มากอยู่ สำหรับคนที่ไม่พิศวาส Kamikaze หรือ Revival มากนัก

╔══════╗
— แทร็คต่อแทร็ค —
╚══════╝

1. Premonition (intro)

เพลงเปิดอัลบั้มซึ่งแปลได้ว่า “การแจ้งเตือนล่วงหน้า” เป็นสไตล์ Eminem ที่มักจะเปิดตัวด้วยการปราศัยก่อน มี skit สั้นๆ เหมือนอัลบั้มฮิพฮอพ Old School ปกติ แต่ Eminem จะถนัดเรื่องการขู่ผู้ฟังมากกว่าบอกเล่าเฉยๆ ประมาณว่า เตรียมรับแรงกระแทกได้

เริ่มด้วยเสียงขุดดิน พร้อมด้วยเสียงกรีดร้องของผู้หญิง ฟังแล้วรู้สึกแฟลชแบ็คไปถึงเพลง ‘Kim’ แต่ไม่รู้ว่าเกี่ยวกันรึเปล่า มี skit เสียงคำพูด sample แรกจาก Alfred Hitchcock มีอ้างอิงถึงตำนาน LL Cool J, Tech 9ine, Jay-Z และศิลปินรุ่นใหม่ 2Chainz, Tay Keith, Swae Lee แต่ไม่ใช่การดิส เหมือนแค่เปรียบเทียบว่าสถานะปัจจุบันเขาเป็นยังไง อายุขนาดไหน เกี่ยวข้องหรือจะร่วมงานกับใคร หรือจะทำอะไร ก็เรื่องของกู ไม่ต้องมาวิจารณ์มาก

2. Unaccommodating

อารมณ์ต่อเนื่องจากเพลงแรก เพลงที่แปลว่า “ไม่เหมาะสม/ไม่เข้าที่เข้าทาง” Eminem พูดถึงความไม่ลงรอยของเขากับความต้องการของสื่อหรือคนทั่วไปที่บอกให้เขาต้องแร็พอย่างนั้น ต้องพูดแบบนี้ Eminem ไม่สนว่าคำพูดที่เขาใช้แร็พคืออะไร เขาสนแค่ทำยังไงให้คำมันไรม์กันแล้วฟังดูดี เช่น การเปรียบเทียบตัวเขาว่ายิ่งใหญ่เป็นเหมือนระเบิดบอมป์ลงในวงการ แล้วดันเปรียบไกลไปจนถึงเหตุการณ์ระเบิดสะเทือนขวัญในคอนเสิร์ตของ Ariana Grande ซึ่งก็คงไม่มีใครเข้าใจว่าอยู่ดีๆ เฮียแกพูดขึ้นมาทำไม? ความเกี่ยวโยงคืออะไร? เพลงนี้มี Young M.A. เป็นเซอร์ไพรส์เล็กๆ ชอบที่ตอนแรกเธอแร็พด้วยโฟลวประจำของตัวเองก่อน พอบีทสวิทช์เธอก็สวิทช์โฟลวตาม แล้วก็ส่งโฟลวเป็นไม้ต่อให้ Eminem ใน verse ต่อไป คือสมูธมาก

3. You Gon’ Learn

เพลงนี้ Em และ Royce da 5’9’’ คู่หู Bad Meets Evil แร็พเกี่ยวกับประสบการณ์และบทเรียนชีวิตที่ผ่านมา ต้องเจออุปสรรคอะไรบ้าง โดยเฉพาะสำหรับ Eminem ผู้ที่ถือว่าอาวุโสในวงการ เขาคิดเห็นอย่างไรกับโลกอดีตถึงปัจจุบัน บอกให้รุ่นน้องรู้จักเคารพกัน เพลงนี้ Royce จะดูเด่นกว่าเล็กน้อย (โดยเฉพาะ verse แรก สุดจัด) เพราะว่าเดิมทีนี่เป็นเพลงของเขาที่ยกให้ Eminem ภายหลัง เพลงนี้ลดสปีดลงมาบ้าง ได้อารมณ์ออกไปทางคลาสสิคแร็พ-ร็อค พร้อมท่อนฮุคสุดเท่ห์ของ White Gold

4. Alfred (interlude)

Interlude ที่ sample เสียงของ Alfred Hitchcock เป็นครั้งที่สอง

5. Those Kinda Nights

เพลงปาร์ตี้แร็พเอาฮาไม่เน้นสาระ ตามที่ Eminem บอก “This beat’s takin’ me back to my D12 days” ฟังแล้วนึกถึงเพลงเก่าๆ แบบ ‘Drug Ballad’ หรือ ‘Shake That’ เป็นการร่วมงานอีกครั้งของ Eminem และ Ed Sheeran หลังจากเพลงฮิต ‘Remember the Name’ หรือ ‘River’ เมื่อไม่กี่ปีก่อน เพลงเล่าเรื่อง Eminem หื้วสาวในคลับกลับห้อง ก็ปกตินะ เพียงแต่รู้สึกว่าเฮียอายุปูนนี้แล้วกลับมาทำเพลงแนวนี้มันอาจจะแปลกๆ หน่อย ตัวเพลงไม่เท่าไหร่ แต่ฟังแค่แร็พก็เพลินดี ตรงบาร์ “Marsh-Mellow” (triple entendre) นี่ยอมเลย คิดได้ไง

6. In Too Deep

เพลง Eminem เล่นชู้ … แค่นั้นแหละ

7. Godzilla

ค่อยยังชั่วหน่อย เพลงนี้ดีมาก Eminem ร่วมงานกับ Juice WRLD แรปเปอร์ดาวรุ่งที่พึ่งเสียชีวิตไปอย่างน่าเสียดาย ทิ้งไว้แค่ท่อนฮุคให้ Eminem จัดการที่เหลือ ทั้งคู่เปรียบเทียบตัวเองเป็น “สัตว์ประหลาด” เมื่อได้ออกโรงกวาดล้างคู่อริในวงการ หรือตอนเมาเละในคลับ บีท bounce สนุกดี เพลงนี้ Eminem ทำลายสถิติตัวเองอีกครั้งในการแร็พเร็ว จำตัวเลขแน่นอนไม่ได้ แต่เร็วมาก เนื้อร้องเหมือนจะมั่วแต่พอเปิดอ่านดูก็ถือว่าเมคเซนส์อยู่ ชอบการหยุดตัวเองก่อนเพลงจบเหมือนรู้ใจคนฟัง เออ พอเถอะพี่ หายใจบ้าง

8. Darkness

ดีที่สุดในอัลบั้มแล้วมั้ง ไม่ได้ยิน Eminem แร็พเล่าเรื่องได้ดีเท่านี้มาตั้งแต่ ‘Stan’ คราวนี้ Eminem เปรียบเปรยเหตุการณ์กราดยิงที่ Las Vegas ปี 2017 กับชีวิตของตัวเอง พูดสองเรื่องในเวลาเดียวกัน ในมุมมองของการเป็นคนที่ถูกด้านมืดของจิตใจค่อยๆ คืบคลานเข้าควบคุม ด้วยสุราหรือสารเสพติดต่างๆ จนสุดท้ายก็ตัดสินใจทำสิ่งที่เลวร้ายลงไป ฉลาดสุดๆ เป็นลำดับเหตุการณ์แบบเห็นภาพได้ชัดเจนมาก เช่น ฉากไคล์แมกซ์ตอนที่คนร้าย ‘เปิดม่าน’ ในห้องโรงแรมออกเพื่อทำการส่องกราดยิงผู้เคราะห์ร้าย กับ การ ‘เปิดม่าน’ ออกเพื่อเปิดการแสดงในคอนเสิร์ตของ Eminem หรือการเล่นคำ “Shot” ระหว่างกาเตรียมช็อต (การยิงปืน) ของคนร้าย กับช็อตเหล้าที่ Eminem ดื่มเตรียมก่อนออกแสดง ทุกอย่างเกิดขึ้นไปพร้อมๆ กัน กราบความคิดสร้างสรรค์ของเค้าจริงๆ

9. Leaving Heaven

ยังต่อเนื่องที่ธีม Eminem เล่าสตอรี่ของตัวเองต่อ คราวนี้ลงลึกไปถึงด้านมืดในอดีตและกลับมาพินิจถึง achieve ต่างๆ ของเขาในปัจจุบัน ด้วยความขมขื่น เพราะมันช่างดูย้อนแย้งกันเหลือเกิน เหมือนโชคชะตาเล่นตลกกับเขา พูดถึงพ่อแท้ๆ ของ Eminem ที่ทิ้งเขาไปตั้งแต่ยังทารก ซึ่งพึ่งจะเสียชีวิตไปเมื่อกลางปี 2019 ที่ผ่านมานี่เอง

10. Yah Yah

กำลังฟังอึนๆ มาถึงตรงนี้ตาสว่างเลย 555555
Eminem รื้อฟื้นซาวด์ boom bap ฮิพฮอพ 80s พาย้อนอดีตและไล่ชื่อไอดอลคนสำคัญต่างๆ ที่เป็นแรงบันดาลใจให้เขามาเป็นแรปเปอร์ พร้อมกับได้ทั้ง Royce da 5’9’’, Black Thought, Q-Tip และ dEnAun (aka Mr. Porter) มาช่วยแร็พให้เป็นอะไรที่ nostalgic มากๆ

11. Stepdad (intro)

เป็น skit เสียง Eminem วัยเด็กกำลังโดนพ่อเลี้ยงรังแก เกริ่นก่อนที่จะไปพูดถึงแบบเต็มๆ ในแทร็คต่อไป

12. Stepdad

ฟังเพลงด่าแม่กันไปเยอะแล้ว พึ่งเห็นเพลง Eminem ด่าพ่อ(เลี้ยง)แบบตรงๆ ทั้งเพลงก็คราวนี้แหละ Eminem โกรธ แบบ โกรธมากจริงๆ โกรธถึงขนาดแต่งเรื่องแก้แค้นฆ่าพ่อตัวเองที่รังแกเขามานาน เรื่องตั้งแต่เขา 7 ขวบเองได้มั้ง ชอบเวลาเขาเล่าเรื่องแบบใส่อารมณ์ตามบรรยากาศบีทอันดุเดือดแบบนี้ได้ ถึงจะไม่มีรูปแบบไรม์ซับซ้อนหรือบาร์เจ๋งๆ แต่ก็ดีกว่าที่แร็พเอาเป็นเอาตายแต่ไม่มีเนื้อหาอะไรให้คิดตามเลย

13. Marsh

ฟังกี่รอบก็ไม่เข้าใจเลยว่า point หลักเพลงนี้ต้องการจะสื่ออะไร ท่อนฮุคท่อนแร็พไม่มีความสัมพันธ์กันทั้งทางเนื้อหาและอารมณ์ ถ้าจงใจจะล้อเลียนพวก Trap Rap โดยใช้ Auto tune กับ Adlib ตรงฮุคจริงๆ ก็ไม่รู้จะทำไปทำไม เชยฉิบ บีทก็จืดชืดเหลือเกิน ชอบน้อยที่สุดในอัลบั้มละ แย่เป็นรองแค่เพลง ‘Fack’ เท่านั้นเอง

14. Never Love Again

เป็นเพลงที่แฝงเรื่องการเลิกยาเสพติดไว้ในเนื้อเพลงที่คล้ายการเลิกกับคนรักปกติ โดยจะมีเนื้อหาและซาวด์เอฟเฟ็คเกี่ยวกับยาเสพติดค่อยๆ ปรากฏชัดเจนขึ้นเมื่อเราเริ่มตายใจไปแล้วว่านี่เป็นเพลงรักธรรมดา เข้าใจเล่น

15. Little Engine

อีกเพลงที่แปลกประหลาดในอัลบั้ม ไม่เคยเห็นแร็พสำเนียงแปลกๆ แบบนี้มาก่อน นำ้เสียงดูเหนื่อยหน่ายแต่ก็โฟลวไปกับบีทตะกุกตะกักได้แบบ effortless ไม่ต้องฝืนมาก verse แรกว่าแปลกแล้ว verse สองมีการเถียงกับตัวเองในหัวด้วย ท่อนฮุคก็ไม่เมคเซนสเหมือนหลอนยาเป็นบ้าไปแล้วโดยสมบูรณ์ และมีเสียงพูดจาก Alfred Hitchcock เป็นครั้งที่สามในอัลบั้ม เพลงจบแบบงงๆ

16. Lock It Up

ไม่ได้เห็น Eminem กับ Anderson .Paak อยู่ด้วยกันมาตั้งแต่เพลง ‘Medicine Man’ ของ Dr. Dre เพลงนี้น่าจะหมายถึงการอยู่ในสถานะผู้ร้าย กำลังบ้าและขาดสติจากสิ่งต่างๆ ที่เล่าไปเมื่อหลายเพลงก่อน เป็นตัวอันตรายที่กำลังจะก่ออาชญกรรม จนต้องถูก “Lock It Up” ล็อคตัวไว้นั่นเอง พอมี .Paak แล้วบรรยากาศอัลบั้มเปลี่ยนไปเยอะเลย กรูฟดี๊ดี

17. Farewell

น่าเอาไปรีมิกซ์เรกเก้สามช่าจัง เป็นอีกเพลงที่ทำให้สงสัยเหลือเกินว่ามีไว้เพื่ออะไรวะเนี่ย?
เป็นเพลงที่ Eminem พูดถึงคนรักเก่าอย่างเกรี้ยวกราด อารมณ์แบบรักปานจะฆ่าแกงให้ได้ แต่ด้วยความโจ๊ะของบีททำให้ไม่มีอะไรเข้ากันเลยสักนิด

18. No Regrets

ดาวรุ่งอีกคนที่ Eminem ให้โอกาสฉายแสง Don Toliver สร้างท่อนฮุคที่ยอดเยี่ยมในเพลงที่เป็นไฮไลท์สำคัญของอัลบั้ม เมื่อพูดถึงเรื่องฉาวของ Eminem ในวงการในไม่กี่ปีให้หลังนี้ ก็คงต้องพูดถึงเรื่องการดิสหรือการ called out ศิลปินหลายคน Eminem รู้สึกว่าเขาจำเป็นต้องออกมาเคลียร์ว่าความจริงแล้วเขารู้สึกยังไงกับใครบ้าง ถึงได้แสดงออกแบบนั้น เช่น เ เรื่องของ MGK กับ Nick Cannon ที่ Eminem เชื่อว่าไม่มีค่าพอให้สนใจต่อไปแล้ว ส่วนกรณี Tyler และ Earl นั้น Eminem รู้สึกเสียใจเล็กน้อยที่โจมตีทั้งสองไปแบบไม่รู้เรื่องรู้ราว แต่ถึงอย่างไรเขาก็ไม่ใช่คนประเภทที่จะย้อนกลับไปแก้ไขอดีตที่จบไปแล้ว

19. I Will

เพลงเต็มเพลงสุดท้าย Eminem รียูเนี่ยน Slaughterhouse ยกเว้น Joe Budeen ที่เคย beef กัน (https://bit.ly/2yMTRCZ) Emienm พาเพื่อนเข้าโหมด Devil ร่วมกันแร็พโหดกับบีท boom bap อีกครั้ง เป็นอีกเพลงเหมือนกับ Yah Yah ที่เขาพยายามรื้นฟื้นแนวเพลงเก่าๆ ที่ถูกฝังหายไปจากฮิพฮอพ

20. Alfred (Outro)

ปิดท้ายด้วย sample เสียงพูดสุดท้ายของ Alfred Hitchcock

╔══════╗
— ธีม/คอนเซ็ปต์ —
╚══════╝

เพลงสุดท้ายที่ Alfred อำลาคนฟังไปด้วย speech ประหลาดๆ ตามแนวคิดของอัลบั้ม ว่า ถ้าคุณยังไม่ถูกฆ่า (ถ้าไม่ชอบ) หลังจากฟังอัลบั้มนี้ ก็เอาไว้โอกาสหน้า แต่ถ้าตายไปแล้ว (ถ้าชอบ) ก็ฝันดี ถือว่าคุณโชคดีแล้ว เพราะอัลบั้มนี้คือ “Music to be Murdered By”

หลายเพลงก็โหดสะใจ หลายเพลงเข้ากับธีมหลัก แต่เพลงแบบ ‘Those Kinda Nights’ ‘In Too Deep’ และ ‘Farewell’ รู้สึกว่ามันไม่น่าจะไปฆ่าใครได้ มีหลายเพลงที่ไม่จำเป็นต้องอยู่ในอัลบัมนี้ ถ้าอ่านรีวิวแทร็คต่อแทร็คด้านบนจะเห็นว่าอารมณ์เพลงมันโดดไปโดดมา ให้ความรูสึกครึ่งๆ กลางๆ มากเลยว่าจะชอบดีรึเปล่า

การเล่นบทโหดของ Eminem ในส่วนของการเล่าเรื่องถือว่าทำได้ดี บรรเจิดมาก ฟังแล้วอิน แต่เวลาแกพยายามโหดใส่ Haters หรือคนที่ดิสนี่รู้สึกตลก เหมือนเป็นคุณลุงหัวร้อนด่าไปทั่วไม่มีที่สิ้นสุด

ถึงปากบอกไม่ give a fuck แต่ Eminem ก็เป็นคนรับฟังคำวิจารณ์เป็น Feedback ไว้ปรับปรุงเสมอ (อย่างเพลงแรก Eminem ดิสนิตยสารดนตรี Rolling Stones ที่ให้เรตอัลบั้มเก่าของเขาแค่ 2 ดาวเต็ม 5 เท่านั้น) ปัญหาคือดูเขาจะยังไม่เข้าใจว่าการรับคำวิจารณ์คืออะไรกันแน่ คล้ายกับหยิบเอาแค่ส่วนที่ตัวเองไม่ชอบของแต่ละบทวิจารณ์ แล้วก็หัวร้อนใส่โดยไม่ดูภาพรวม

เช่น พาร์ทที่แฟนคลับบางคนบอกว่า เพลงของเขาสมัยก่อนน้นดีกว่าสมัยนี้ ไม่ได้หมายความว่าเขาต้องย้อนกลับเป็นตัวเองเมื่อยี่สิบปีก่อน ให้เหมือนเดิมเป๊ะๆ ทุกอย่าง ยังไงมันก็เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว

+ คะแนนเรื่องการพูดถึงปัญหาสุขภาพจิตทั้งสองมุมมองผ่านอาชญากรเป็นตัวนำเสนอ ทำไมคนเราถึงตัดสินใจทำเรื่องเลวร้ายต่างๆ ได้ อาการเสพติดสิ่งต่างๆ จนเสียการควบคุมตัวเอง และผลลัพธ์มันเป็นยังไง

และชอบเรื่องที่เขาบ่นแค่ตรงที่บอกว่า ตัวเขาเองและศิลปินรุ่นเก๋าอื่นๆ ยังไม่ได้รับเครดิตมากพอสำหรับการรักษาชื่อเสียงหรือคุณภาพเพลงของตัวเองไว้ได้ ในวงการที่อยู่มาอย่างยาวนาน (Longevity) อันนี้เห็นด้วย อ่ะตบมือให้ แปะๆๆ สำหรับตำนานทุกคนที่ยังมีชีวิตและยังทำเพลงติดชาร์ตได้

╔══════╗
— โปรดัคชั่น —
╚══════╝

โปรดัคชั่นเป็นส่วนใหญ่ไปได้ไม่สุด เวลาสองปี ทุนก็หนา ทีมก็ใหญ่ น่าจะดีไซน์งานได้ดี cohesive กว่านี้หน่อย

กองทัพโปรดิวเซอร์ Royce da 5’9”, The Alchemist, Dawaun, Lawrence Jr. ผู้กับ เกาะติดการช่วยงาน Eminem มาตั้งแต่สมัยที่ Dre ออกจาก Death Row มาตั้งแต่ปี 90s มี Dem Jointz, Erik Griggs, D.A. Doman (คนที่โปรดิวส์ ‘Taste’ ของ Tyga) ช่วยเรื่องการเล่นเครื่องดนตรีต่างๆ เช่น คีย์บอร์ด กีต้าร์ เบส รวมทั้ง Dr. Dre ที่เป็นหัวหน้าทีมมีส่วนคุมงานและโปรดิวส์เองทั้งหมดถึง 7 เพลงในอัลบั้ม

งานนี้แม้แต่ตัวแทนฝ่ายคัดสรรและพัฒนาศิลปิน Mike “Heron” Herard จากค่ายเพลงของ Eminem Shady Records ถึงกับเข้ามาลงมือช่วยโปรดิวส์จากปกติมีหน้าที่เพียงแค่จัดการเรื่องการคัดบีทและ sample ให้กับศิลปินดังๆ

เรื่องฟีทเจอร์ ไม่มีปัญหากับแรปเปอร์สักคนในนี้เลย สำหรับนักร้อง เสียง Nikki Grier เพลงแรกร้องได้เพราะมาก เข้ากับธีมอัลบั้มได้อย่างน่าขนลุก อาจจะเพราะสุดเท่าที่เคยได้ยินท่อนฮุคเสียงผู้หญิงในเพลง Eminem เลย (ใช่ครับ ดีกว่า Rihanna กับ Dido) ตรงข้ามกับ Skylar Grey ร้องฮุคสไตล์เดิมที่เราเคยได้ยินมาล้านหน ไม่รู้ Eminem เขาติดใจอะไรเธอคนนี้นักหนา อีตา Ed Sheeran นี่ก็พอกัน

ถึง Eminem จะเปิดกว้างสำหรับการรับคนที่มาฟีเจอร์พอสมควรแล้ว ก็ยังอยากให้เปิดมากขึ้นอีก เช่น ลองเอา Kid Cudi มาร้องท่อนฮุคเพลง ‘Darkness’ จะอะไรที่เพอร์เฟ็คมาก แอบเสียดายจริงๆ

การแร็พเร็วของ Eminem ก็เริ่มสร้างความเอนเตอร์เทนได้บ้างแล้ว มีเบรคจังหวะช้าเร็ว ให้ดูมีไดนามิคไปกับบีท รู้สึกตื่นเต้นเหมือนกำลังชมกีฬาหรือกายกรรม ไม่เหมือนเครื่องยนต์แร็พที่สักแต่จะรัวๆ ศัพท์ในพจนานุกรมออกมาให้คล้องจองกันเร็วๆ แต่ไม่มีความหมายอะไร เหมือนที่เฮียแกชอบทำจนเป็นนิสัย

╔══════╗
— ความสำคัญ —
╚══════╝

ก็เป็นอัลบั้ม กูจะแร็พ / ฟัคเดอะ Haters อีกอัลบั้มของ Eminem แทบไม่มี statement น่าสนใจ ไม่มีความสัมพันธ์กับสถานการณ์บ้านเมืองหรือโลกภายนอกแต่อย่างใด (ยกเว้นเพลง Darkness)

โอเค อาจจะเอาใจแฟนคลับกับคนฟังแร็พทั่วไปได้ แก้เซ็งได้ แต่เรามองไม่เห็นว่างานชุดนี้จะสร้างปรากฏการณ์อะไรใหม่ให้วงการ มันแทบจะแบบพิมพ์เดิมกับ Kamikaze เลย

เราได้รื้อฟื้นสไตล์แฟนซี Horrorcore Rap ของ Eminem ซึ่งเป็นแนวถนัดของเขา
ส่วนการทำลายสถิติแร็พเร็ว? มันยังสำคัญอยู่จริงๆ เหรอทุกวันนี้?

ไม่ต้องสงสัยเรื่องยอดขาย ชื่อนี้การันตีอย่างต่ำแสนยูนิตอยู่แล้ว
แฟนคลับก็ฮาร์ดคอพอกัน เพลงจะดีหรือไม่ ขอให้เป็น Eminem ก็พร้อมเสพเข้าเส้น

ถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงกับชีวิตเฮีย ถ้าเฮียยังพอใจการทำเพลงรูปแบบนี้อยู่
ก็คงมีอัลบั้มแนวนี้ออกมาให้ฟังกันไปอีกยาววววเลยล่ะ

 

เพลงโปรดPremonition (Intro), You Gon’ Learn, Godzilla, Darkness, Yah Yah, Lock It Up, No Regretsl, I Will

 
Released in 2020
Shady / Aftermath / Interscope
 

STREAMINGS

SpotifyAppleSpotifyYoutube Music

BUYING

Amazon

Profile Photo

jitrpanupalarit

I write stuff

Related Posts

Good Intentions Nav นาฟ/แนฟ แรปเปอร์แคนาดาเชื้ออินเดียกลับมาพร้อมสตูดิโออัลบั้มชุดที่ 3 ...
jitrpanupalarit
Rough and Rowdy WaysBob Dylan การอำลาแฟนเพลงของปู่บ็อบ ? อัลบั้มลำดับที่ 39 ของ Bob Dylan ...
jitrpanupalarit
Cole Bennett หนุ่มอเมริกันจากรัฐอิลลินอยส์ กำลังจะมีอายุครบ 24 ในอีกไม่กี่วันนี้ ...
jitrpanupalarit