Aerosmith

Year Active: 1970


เอาใจขาร็อคกันบ้างครับ

ทุกคนน่าจะเคยฟังเพลงประกอบหนัง อามาเกด้อน กันใช่มั้ย ใช่ เพลงนั้นแหละ คือวงนี้แหละ แอโรสมิธ (Aerosmith)

Aerosmith คือวงฮาร์ดร็อคที่ได้กำเนิดขึ้นท่ามกลางกระแสคลาสสิคร็อคต้นยุค 70s เรื่อยยาวมาจนถึงปัจจุบัน ร็อคแอนด์โรลยุคแรกๆ ผสมผสานกับทำนองเพลงบลูส์ ทำให้พวกเขาพวกเขามีเอกลักษณ์สำเนียงดนตรีที่กร้าว กร่าง แต่เซ็กซี่ ล้วนได้อิทธิพลมาจากรูปแบบดนตรีของทษวรรษก่อนพวกเขาเริ่มก่อตั้งวง มีเบามีหนักแต่ไม่ถึงกับรุนแรงปวดประสาท

นอกจากเสียงร้องสุดเฮี้ยวของ Steven Tyler นักร้องนำที่เป็นจุดขายอย่างนึงของวงแล้ว การริฟกีต้าร์ และเล่นเอฟเฟ็ค Distort เปียโน เครื่องสายอื่นๆ ก็สร้างความโดนเด่นให้เพลงของพวกเขาไม่แพ้กัน ยังมีไอเดียการเอาแนวดนตรีนอกกระแสเข้ามาผสมผสานที่พวกเขาให้กันอยู่บ่อยครั้ง

Aerosmith จะใช้การร้องและเล่าเรื่องบลูส์-บัลลาดในควบคู่ไปกับดนตรีร็อคกระแสหลักทำให้เพลงมีความสมูธน่าฟัง ได้แฟนเพลงจากหลากหลายกลุ่มที่นิยมซาวด์ต่างกัน ต่างจากแนวฮาร์ดคอร์วงอื่นๆ

  • ประวัติโดยย่อ

Steven Tyler (1948) นักร้องนำผู้เป็นมือกลองเก่าได้ไปเจอกับ Joe Perry (1950) ซึ่งกำลังทำงานที่ร้านไอศครีม เมือง Sunapee นิวแฮมเชียร์ ตัดสินใจตั้งวงเริ่มแรกมีสามคนพร้อมกับมือเบส Tom Hamilton (1951) ก่อนจะไปดึงเอา Ray Tobano อดีตสมาชิกที่ถูก Brad Whitford (1952) มือกีต้าร์ลีดแทนที่ในเวลาอันสั้น และสุดท้ายก็ได้ Joey Kramer (1950) เป็นมือกลองประจำวง พวกเขาตั้ดสินใจย้ายถิ่นฐานไป Boston ช่วงปลายปี 1970 พอดี

หลังจากตระวนเล่นในคลับที่ Massachusetts และ New York อยู่สองปี ทางวงได้เซ็นสัญญาแรกกับ Columbia Records ในปี 1972 เดบิวท์อัลบั้มแรกโดยตั้งชื่อตามชื่อวง (Self-titled) ในปี 1973 ขึ้นอันดับ 166 มีเพลง ‘Dream On’ (เพลงที่ Eminem แซมเพิลไปนั่นน่ะครับ) ถือเป็นฮิตแรกของทางวง (59) ปีต่อมาพวกเขาเริ่มได้ฐานแฟนคลับทางฝั่งอเมริกา

อัลบั้มที่สอง Get Your Wings (1974) โปรดิวซ์โดย Jack Douglas ผู้เป็นเบื้องหลังคนสำคัญของทางวงมาตลอด พวกเขาได้ออกทัวร์ที่เรียกตามชื่ออัลบั้มนี้ และอัลบั้มประจำอยู่บนชาร์ตได้นานถึง 86 สัปดาห์

อัลบั้มชุดที่สาม Toys in the Attic (1975) เป็นอัลบั้มที่พวกเขาได้ยกระดับทั้งความก้าวหน้าทางดนตรีและความสำเร็จทางการตลาด นักวิจารณ์บางส่วนได้ถือว่าพวกเขาเปลี่ยนเป็นวงพังค์ไปแล้ว

การที่ Aerosmith แยกองค์ประกอบทางดนตรีของตัวเองจากวงระดับแมสอื่นๆ ในสมัยนั้นอย่าง Led Zeppelin หรือ Black Sabbath คือความทำให้เบสิคที่สุด แต่ได้ผลดีที่สุด น้อยแต่มาก

เนื้อเพลงของวงมักมีความหมายแฝง ฉลาดใช้ลูกเล่น และต้องติดหูง่าย เพราะธรรมชาติอุปนิยสัยของสมาชิกวงกับวิถีการทำงานเองก็แบบนั้นด้วย คือสบายๆ เป็นหลัก ซึ่งอัลบั้ม Toys in the Attic จับแก่นอัตลักษณ์ของ Aerosmith ในยุคแรกได้มากที่สุด แนะนำให้ลองฟังดู

เพลง ‘Sweet Emotion’ เพลงแรกจากอัลบั้ม Toys in the Attic ได้ขึ้นไปถึงท็อป 40 ในปี 1975 ซึ่งตัวอัลบั้มเองนั้นก็ได้อันดับ 11 ตามหลังมาเช่นกัน

ด้วยชื่อเสียงที่กำลังเพิ่มพูน ซิงเกิล ‘Dream On’ ถือโอกาสนำกลับมาวางขายอีกรอบและพุ่งขึ้นท็อป 10 ทันทีเมื่อถึงต้นปี 1976 ช่วยดึงสองอัลบั้มแรกของพวกเขากลับขึ้นชาร์ตพร้อมกันอีกด้วย ต่อมาอัลบั้ม Rocks ในปีเดียวกันนั้นเป็นอัลบั้มที่แฟนๆ หลายคนยกให้เป็นที่สุดของทางวง ขายได้ Platinum อย่างรวดเร็ว ไต่ไปถึงอันดับ 3 ในชาร์ต

ปี 1977 ทางวงตัดสินใจพักงานทัวร์เพื่อเตรียมอัลบั้มลำดับที่ห้าให้พร้อม จนได้ปล่อยออกมาช่วงท้ายปี Draw the Line เป็นอีกอัลบั้มฮิตของวง ใต่ขึ้นอันดับ 11

Aerosmith ได้ไปร่วมแสดงในภาพยนตร์ Sgt. Pepper’s Lonely Hearts Club Band ได้คัฟเวอร์เพลง Come Together ที่ยิ่งใหญ่ของวง The Beatles และ Live! Bootleg อัลบั้มรวม live เพลงดังก็ประสบความสำเร็จไม่แพ้กัน

แต่หลังจากนี้เอง เริ่มมีสัญญาณของปัญหาบางอย่างอย่างเกิดขึ้นกับวง

หลังจากอัลบั้มชุดที่หก Night in the Ruts ออกวางจำหน่าย Joe Perry ก็ตัดสินใจออกจากวง ไปตั้ง the Joe Perry Project วงใหม่ และ Brad Whitford ก็ตามเทรนด์ออกจากวงไปในปี 1980 ไปตั้ง the Whitsford-St. Holmes Band กับ Ted Nugent มือกีต้าร์จาก Derek St. Holmes

ทางวงตัดสินใจหามือกีต้าร์ใหม่ได้ Jimmy Crespo และ Rick Duray พวกเขาปล่อยอัลบั้มรวมฮิตเมื่อปลายปี 1980 ขายได้มากกว่าหกล้านก๊อปปี้ ตามมาด้วยอัลบั้มที่เจ็ด Rock in a Hard Place (1982) แต่พีคสุดได้ถึงแค่อันดับ 32

Joe และ Brad ตัดสินกลับมาช่วยวงในปี 1984 และการรียูเนี่ยนทัวร์ก็เริ่มขึ้น ตอนนี้นับเป็นช่วงเวลาวิกฤตของวงที่ต้องรีบกอบกู้ชื่อเสียง หลัง Tyler เกิดวูบกลางเวทีจากปัญหาติดสุราและยาเสพติดร้ายแรงหลายประเภท การใช้ชีวิตร็อคสตาร์ในยุคเก่า มั่วยา มั่วหญิง แบบไม่ยับยั้งเกือบจะทำให้เส้นทางของ Aerosmith ต้องจบลงเหมือนกัน

ปีต่อมาพวกเขาปล่อย Done with Mirrors เป็นชุดแรกภายใต้ค่าย Geffen Records แม้ผลลัพธ์ทางยอดขายและความนิยมมันจะยังไม่ถึงระดับ Rock in a Hard Place ด้วยซ้ำไป แต่มันก็ทำให้สภาพแวดล้อมในวงกำลังกลับมาเข้าที่เข้าทางอีกครั้ง และ Tyler กับ Perry ก็สำเร็จโปรแกรมบำบัดผู้ติดยาเสพติดในที่สุด

ปี 1986 การร่วมงานอันช็อควงการของพวกเขาเกิดขึ้น เมื่อกลุ่มฮิพฮอพโอลสคูล Run-D.M.C. ได้รีมิกซ์ Walk This Way และดังเป็นพลุแตก ขึ้นอันดับ 4 และได้ออกอากาศทางโทรทัศน์เป็นว่าเล่น สร้างกระแสคัมแบ็คให้ Aerosmithได้ (อีกครั้ง) พวกเขาเดินหน้าต่อที่เพลง ‘Dude (Look Like a Lady) กับอัลบั้มเต็ม Permanent Vacation ได้ขึ้นถึงอันดับ 11 และขายได้มากกว่าสามล้านก๊อปปี้

Pump (1989) ได้ไปถึงอันดับ 5 ขายได้มากกว่าสี่ล้านก๊อปปี้ โดยมีซิงเกิลชูโรงอย่าง ‘Love in an Elevator’ ‘Janie’s Got a Gun’ และ ‘What It Takes’ ตามมาด้วยอัลบั้ม Get a Grip ในปี 1993 ซึ่งโปรดิวซ์โดย Brue Fairbairn เช่นเดียวกับสองอัลบั้มก่อน

มี ‘Livin’ on the Edge’ ‘Cryin’ และ ‘Amaing’ ที่สร้างชื่อ สร้างกระแสต่อให้ Aerosmith อย่างไม่ขาดสาย จนดูเหมือนว่า Aerosmith จะอยู่จุดสูงสุดเท่าที่พวกเขาจะสามารถทำได้ในช่วงเวลาของยุคทองสุดท้ายของเพลงร็อค 90s แล้ว

Aerosmith เดินหน้าเซ็นสัญญาหลายล้านกับ Columbia แต่ก็ยังค้าง Geffen อีกสองอัลบั้มเช่นกัน เกือบห้าปีหลังจากสัญญาานั้น แม้จะมีอุปสรรคอยู่บ้างกับต้นสังกัดและการเลือกคนเข้าทำงานทางฝ่ายโปรดัคชั่น สุดท้ายก็ได้ Kevin Shirley เข้าทีม แต่พวกเขาก็ต้องเสียผู้จัดการวงที่ทำงานด้วยกันมานานอย่าง Tim Collins ไปเพราะความขัดแย้งภายใน

Nine Lives ออกจำหน่ายในปี 1997 อัลบั้มทะยานขึ้นอันดับหนึ่งและหล่นลงอย่างรวดเร็วเช่นกันเพราะกระแสวิจารณ์ไม่ค่อยดีนัก สามปีต่อมาพวกเขาได้แสดง Super Bowl ร่วมกับดาวป๊อป/อาร์แอนด์บีแห่งยุคอย่าง Mary J. Blige, Nelly, NSYNC และ Britney Spears

บั้นปลายยุครุ่งเรืองของพวกเขาได้ทิ้งท้ายด้วยอัลบั้ม Just Push Play ในปี 2001 อัลบั้มบลูส์ Honkin’ on Bobo ปี 2004 พร้อมกับอัลบั้ม live และรวมฮิตอื่นๆ ตามมาเรื่อยๆ

หลังจากนั้น นอกจากการออกทัวร์ การออกสื่อบันเทิงอื่นๆ (มีเกมส์ Guitar Hero เป็นของตัวเอง) และอัลบั้มเดี่ยวของสมาชิกวงบางคน Aerosmith ก็ไม่สามารถสร้างผลงานใหม่เป็นชิ้นเป็นอันหรือสร้างการแสสำคัญใดๆ กับวงการเพลงได้อีก พ่วงด้วยปัญหาสุขภาพของ Tyler และ สมาชิกวงคนอื่นๆ ก็เสื่อมถอยไปตามกาลเวลา ด้วยวัยที่ตอนนี้ก็เรียกปู่กันได้แล้ว

อัลบั้ม Music from Another Dimension (2012) ออกมาโดยทิ้งช่วงจากอัลบั้มก่อนถึงแปดปี แล้วก็เงียบหายไป แม้ไม่มีผลงานใหม่อีก แต่ทางวงยังมีงานทัวร์อยู่เรื่อยๆ นะ

เหตุผลที่ต้องฟัง Aerosmith?

ถ้าอยากหาเพลงร็อคฟังสบายหูเวลาอยากจิบเบียร์ ใส่แว่นดำ บิดมอเตอร์ไซด์คลาสสิค ก็วงนี้เลย

นอกจากความสามารถของสมาชิกวง (Joe Perry คือหนึ่งในมือกีต้าร์ที่ได้รับการยอมรับที่สุด) และเพลงฮิตมากมายก่ายกอง Aerosmith เป็นวงที่ต้องเรียกว่าคงกระพันอย่างแท้จริง มีวงร็อคมากมายถือกำเนิดขึ้นและหายไปตาม Waves ของกระแสแนวเพลงใหม่ๆ ตามช่วงปี 70s 80s หรือ 90s แต่ Aerosmith ยืนมั่นและปรับตัวอยู่ได้เสมอ

ที่ต้องยอมใจจริงๆ ก็อย่างการยอมทำเพลงกับ RUN D.M.C. ขณะที่กระแสฮิพฮอพกำลังเข้ามานั่นเองพวกเขาไม่ได้ปฏิเสธความแตกต่างที่เกิดขึ้นในวงการเพลง ไหนจะการทำงานกับวงการอื่นๆ อย่างภาพยนตร์ เกมส์ หรือทีวีโชว์ ไม่ทำให้กิตติศักดิ์ความเก๋าของวงก็ลดด้อยลงแต่อย่างใด

เป็นวงที่คู่ควรกับคำว่าอมตะ อยู่ตายไปกับแฟนเพลงรุ่นอมตะ แต่เด็กรุ่นใหม่ศึกษาไว้ก็ไม่เสียหายนะ

Last Updated: 2019


▶ Studio Albums

Aerosmith (1973)
Get Your Wings (1974)
Toys in the Attic (1975)
Rocks (1976)
Draw the Line (1977)
Night in the Ruts (1979)
Rock in a Hard Place (1982)
Done with Mirrors (1985)
Permanent Vacation (1987)
Pump (1989)
Get a Grip (1993)
Nine Lives (1997)
Just Push Play (2001)
Honkin’ on Bobo (2004)
Music from Another Dimension! (2012)


ศิลปินที่ใกล้เคียงกัน

Gun’N’Roses
Bon Jovi
Scorpions
Mötley Crüe
KISS