Frank Ocean

Year Active 2005


อัจริยะด้านดนตรีคนล่าสุดผู้เป็นตัวแทนของ generation ที่ขังตัวเองอยู่ในสนามอารมณ์

Frank Ocean (แฟรงก์ โอเชี่ยน) เกิดในปี 1987 มีชื่อโดยกำเนิดว่า Christopher Edwin Cooksey (คริสโตเฟอร์ เอ็ดวิน คุกเซย์) ที่เมืองลองบีช รัฐแคลิฟอร์เนีย แฟรงก์สนใจในการทำเพลงมาตั้งแต่เด็ก แม้ว่าจะเติบโตในครอบครัวฐานะร่ำรวย แฟรงก์ก็ออกหางานพิเศษทำเพื่อเก็บเงินมาลงทุนอัดเพลงด้วยตัวเอง ทั้งตัดหญ้า ล้างรถ พาสุนัขเดินเล่น

แฟรงก์มีโอกาสใช้ชีวิตมหาวิทยาลัยเพียงครู่เดียวก่อนจะเกิดเหตุการณ์เฮอร์ริเคนในรัฐ New Orleans ทำให้เครื่องมืออัดเพลงของเขาเสียหายหนัก แฟรงก์จึงตัดสินใจเก็บกระเป๋าขึ้นรถออกเสี่ยงโชคสู่ ลอส แองเจลลิส ด้วยเงินติดกระเป๋าเพียงเล็กน้อย เขาทำงานพิเศษร้านอาหารและงานบริการอื่นๆ ต่อไปเพื่อประทังชีวิต ใช้เวลาถึงสามปีถึงเริ่มตั้งตัวหาโอกาสเข้าทำงานในสตูดิโอเพลงได้ แฟรงก์เริ่มต้นด้วยการโปรดิวส์หรือเขียนเพลงให้กับคนอื่นๆ ที่มีชื่อเสียงอย่าง Justin Bieber หรือ John Legend

แฟรงก์ได้เจอกับ Tyler the Creator และเข้าร่วมกับกลุ่มแรปเปอร์ดาวรุ่ง Odd Future ของ Tyler ในปี 2009 ได้เซ็นสัญญากับ Def Jam Recordings ในปีเดียวกัน แฟรงก์เริ่มทำงานส่วนของตัวเองต่อ และได้เปิดตัวมิกซ์เทป Nostalgia, ULTRA ในปี 2011 ซึ่งได้เสียงตอบรับดีเยี่ยม ระหว่างที่ทำงานให้คนอื่นและสร้างคอนเน็คชั่นต่างๆ ไว้มากมายใน Def Jam จนแฟรงก์ได้ร่วมงานกับ Jay-Z และ Kanye West ในช่วงพีคกับอัลบั้ม Watch The Throne โดยได้ฟีทเจอร์โดยตรงถึงสองเพลงในอัลบั้ม

แทร็คที่เรียกได้ว่าแจ้งเกิดสำหรับแฟรงก์คือ ‘Thinkin Bout You’ ซึ่งเดิมเป็นแค่ตัวอย่างไอเดียเพลง (reference track) คล้ายๆ เดโมที่แฟรงก์อัดไว้ให้กับศิลปินคนอื่น แต่เพลงนี้กลับหลุดออกไปก่อน คนฟังแล้วปลื้มมาก มันเลยกลายมาเป็นซิงเกิลนำของอัลบั้มเดบิวท์ ‘Channel Orange’ ของแฟรงก์ อัลบั้มที่พัฒนาจากมิกซ์เทปแรกไปอีกเท่าตัว มิกซ์เอา Jazz, Soul, R&B, Funk และ Electronic เข้าด้วยกัน และเป็นอัลบั้มที่แฟรงก์ยอมเปิดใจเรื่องรสนิยมทางเพศของเขาเป็นครั้งแรก (ไบ-เซ็กส์ชวล) เรียกเสียงฮือฮาได้พอสมควร

‘Channel Orange’ เปิดตัวด้วยยอดขายล้นหลาม คะแนนนักวิจารณ์อีกล้นเหลือ ได้เข้าชิงแกรมมี่ถึง 6 รางวัล แฟรงก์กลายเป็นดาวดวงใหม่ และผู้คนคาดหวังให้เขาเป็นตำนานคนใหม่ของป๊อป โซลและอาร์แอนด์บี ด้วยวัยเพียง 25 ปี และด้วยผลงานอัลบั้มเดียวเท่านั้น เป็นช่วงที่แฟรงก์ออกทัวร์และเรียกได้ว่าปรากฏตัวมากที่สุดในชีวิต ก่อนที่จะหายตัวอย่างลึกลับจากสื่อสาธารณะไปเกือบสี่ปีกว่าจะมีอัลบั้มต่อมา อีกอัลบั้มที่สะเทือนวงการและถูกยอมรับให้เป็นโมเดิร์นมาสเตอร์พีซสำหรับหลายสำนักดนตรี ‘Blonde’

ก่อนจะมี Blonde แฟรงก์ปล่อย ‘Endless’ ซึ่งเป็น Visual Album ซึ่งเหมือนเป็นการบิวท์อัพมาที่ Blonde อีกที ความยอดเยี่ยมของ Blonde คือความที่มันแทบไม่สามารถนิยามได้เลยว่าเป็นอัลบั้มแนวไหนกันแน่ แต่กลับได้รับเสียงตอบรับอย่างยอดเยี่ยมกับผู้ฟังป๊อปเมนสตรีมไปจนถึงวัฒนธรรมฮิพฮอพ บางคนเรียก Pre-contemporary R&B บ้าง Avant-garde Pop บ้าง ไปจนถึง Electro, Rock, Ambient และ Psychedelic ในอีกหลายมุมมอง การเขียนเพลงและการถ่ายทอดอารมณ์ใน Blonde ลงลึกถึงแก่นอารมณ์จนเหมือนอ่านบทกวีขั้นสูง แฟรงก์ยกระดับตัวเองขึ้นเรื่อยๆ Blonde เดบิวท์ขึ้นที่ 1 ในสัปดาห์แรกทันทีและใช้เวลาไม่นานก่อนจะได้ยอดขายระดับ Platinum

นอกจากพวกศิลปินป๊อปไฮโปรไฟล์แล้ว แฟรงก์ก็มีส่วนอยู่กับวัฒนธรรมฮิพฮอพอยู่เรื่อยๆ เขาทำงานกับ Yung Lean ตั้งแต่หลายปีก่อนที่เพลง ‘Self Control’ จะปล่อย ช่วงที่ไม่ทำเพลงตัวเองเขาก็ไปทำงานกั้บ Kanye บ่อยๆ และได้ไปแจมกับ Travis Scott ในเพลง ‘Carousel’ จากอัลบั้ม Astroworld หรือเพลง ‘Raf’ และ ‘Purity’ กับ A$AP Rocky ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ได้เห็นแฟรงก์แร็พอย่างจริงจังนับตั้งแต่สมัย Novacane

นอกจากนี้แล้ว เราต้องชื่นชมความอัจฉิยะของแฟรงก์ในแง่การตลาด เอกลักษณ์ในความรักสันโดษและการเป็นตัวของตัวเองของแฟรงก์ไม่เพียงจำกัดแค่อยู่ในเสียงเพลง มันยังปรากฏผ่านวิถีการใช้ชีวิตของเขาในนวงการดนตรีอีกด้วย การออกสื่อหรือวิธีการปล่อยต่างๆ เป็นสิ่งที่คำนวณไว้หมดแล้ว อัลบั้ม ‘Endless’ นั้น แฟรงก์ตั้งใจปล่อยเพื่อให้เขาหลุดสัญญา 6 ปีกับ Def Jam และปล่อย Blonde ในนามของสังกัดใหม่ของตัวเอง ‘Boys Don’t Cry’ เพื่อรับผลประโยชน์ทั้งหมดแบบเต็มตัว แม้จะเป็นเพียงอัลบั้มที่ปล่อยเพื่อ ‘เล่นเกมส์’ ในแง่กฎหมาย แต่ Endless ก็มีเพลงที่ยอดเยี่ยมเต็มอยู่ด้วยเช่นกัน แม้ส่วนใหญ่จะลงไว้ใน Blonde มากกว่า

แฟรงก์มีเทคนิคการโปรโมทเพลงด้วยตัวเองมากมายรวมถึงวิธีที่เขาสื่อสารกับแฟนคลับ เช่น ทางเว็บไซต์ งานวิดีโออาร์ต นิตยสารทำมือ รายการวิทยุส่วนตัว โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งแรงหนุนจากค่ายใหญ่ ซึ่งต้องอาศัยแรงตัวเองไปออกสื่อ ออกทัวร์ ออกรายการทีวีต่างๆ ที่ค่ายจัดให้ แฟรงก์ไม่ยอมแม้แต่จะส่งอัลบั้ม Blonde เข้าชิงแกรมมี่ เพราะเห็นว่าระบบการให้รางวัลของสถาบันแกรมมี่ไม่ดีพอที่จะนำเสนอรูปแบบวัฒนธรรมดนตรีที่มีความกว้างขวางได้มากพอ

 

ทำไมเราถึงควรฟัง Frank Ocean?

เพลงของแฟรงก์โฟกัสที่ห้วงอารมณ์ความรัก ความผิดหวัง ความสับสน และความทรงจำในการพยายามทำความเข้าใจตนเอง โดยเฉพาะสำหรับวัยรุ่น ด้วยมุมมองของคนที่โตกว่า เป็นผู้ใหญ่ที่เข้าใจเรา (อาจจะเป็นเพราะเขาเปิดกว้างเรื่องเพศทางเลือกในเพลงด้วยแหละ) แฟรงก์จึงกลายเป็น comfort zone สำหรับคนรุ่นใหม่ๆ หลายคน เจาะแฟนเพลงได้หลายกลุ่ม แต่สำหรับผู้ใหญ่ก็สามารถฟังเพื่อรื้อฟื้นตัวเองได้นะ ว่าตอนเด็กๆ เราเคยรู้สึกยังไง เพลงของแฟรงก์มันมีความ nostalgic เป็นแก่นอยู่มาก

แฟรงก์เป็นศิลปินที่สามารถจับเอาอารมณ์เหล่านั้นปั้นออกมาเป็นรูปแบบเพลงได้ดีที่สุดที่เราเคยเจอมา มีความ innovative ที่สุดคนนึงในยุคนี้หลังจาก Prince, Michael Jackson, Marvin Gaye หรือแม้แต่ David Bowie

และต้องย้ำว่านี่พึ่งมีสองอัลบั้มแรกนะ ใครจะรู้ว่าแกจะพีคไปกว่านี้ได้อีกไหม

แนะนำเพลงแอดชอบ

Sierra Leone
https://youtu.be/ovpeE6Pu05Y

Pyramids
https://youtu.be/-qaO-i5rD9Y

Seigfried
https://youtu.be/RWgpBlz16-s

Nights
https://youtu.be/r4l9bFqgMaQ

U-N-I-T-Y
https://bit.ly/3eFlyMY


ผลงานชุด
▶ Studio Albums
Chanel Orange (2012)
Blonde (2016)

▶ Visual Album
Endless (2016)

▶ Mixtape
Nostalgia, ULTRA (2011)


ศิลปินที่คล้ายกัน

James Blake
D’Angelo
Jai Paul
Erybah Badu
Steve Lacy