JAY-Z

Year Active 1988


Shawn Corey Carter หรือ Jay-Z aka Jigga, Hov, Hova คือหนึ่งในตำนานที่ยังมีชีวิตอยู่ร่วมกับความเคลื่อนไหวของฮิพฮอพร่วมสมัย นิวยอร์คเอมซีและผู้ประกอบการผู้มีวิศัยทัศน์ได้ใช้เวลาตลอดชีวิตอุทิศน์ตนในการสร้างองค์กรที่มีส่วนผลักดันวัฒนธรรมฮิพฮอพ ร่วมกับการก่อตั้งธุรกิจบันเทิงอื่นๆ อย่างครบวงจร บุคคลผู้สร้างตัวขึ้นจากศูนย์ หัดแรปหัดไรม์ในหัวขณะที่เป็นเด็กส่งยารออยู่ตามมุมถนนตรอกบรูคลิน  กลายมาเป็นศิลปิน/นักธุรกิจสายฮิพฮอพที่มั่งคั่งที่สุดสลับตำแหน่งเพียงแค่กับ Sean Combs (Puff) Diddy และ Kanye West เรื่อยมา

Jay-Z เกิดที่บรูคลิน มหานครนิวยอร์ค โดยคุณแม่ Gloria Carter เริ่มใช้ชีวิตร่วมกับพี่น้องอีกสามคน ส่วนด้านพ่อ Adnis Reeves นั้นทอดทิ้งครอบครัวไปตั้งแต่เจย์ยังเป็นเด็ก ด้วยปัญหาครอบครัวทำให้เจย์เป็นเด็กมีปัญหาอยู่ระดับนึง เขาเคยยิงพี่ชายของตัวเองเพราะพยายามขโมยของกัน เจย์เชื่อว่าเรื่องเหล่านั้นเป็นผลพวงมาจากสิ่งที่พ่อเขาสร้างมลทินไว้ในครอบครัวตั้งแต่แรก เรายังได้เห็นถึงความเสียใจ และการตัดพ้อผู้เป็นพ่อของตัวเองในเพลงของเจย์อยู่เสมอ

เจย์ได้ชื่อ ‘Jay-Z’ มาจากผู้ที่เป็นเมนเทอร์สอนวิถีการเป็นแรปเปอร์ให้ คือ Jaz-O หรือ Big Jaz ที่เคยเป็นแขกรับเชิญในอัลบั้มแจ้งเกิดของเจย์ แต่ภายหลังต้องแตกหักกันเพราะเรื่องผลประโยชน์

ก่อนเข้าวงการ เจย์วัยรุ่นได้เดินสายอยู่ในความเคลื่อนไหวฮิพฮอพมาไม่ใช่น้อย ไม่ว่าจะการเป็น Hype man ให้กับคอนเสิร์ตของ Big Daddy Kane เคยแร็พแบทเทิลกับ LL Cool J และปรากฎตัวในเพลง Da Graveyard ของ Big L เขาได้เก็บประสบการณ์และคอนเน็คชั่นไว้ได้มากมายก่อนที่จะเริ่มต้นเส้นทางของตัวเอ

แม้อย่างนั้น ชีวิตช่วงเริ่มแรกของเจย์ก็ยังต้องดิ้นรนหาลู่ทางโปรโมทตัวเอง แม้ไม่มีค่ายไหนที่ยินดีต้อนรับเซ็นสัญญาทำเพลง เจย์กับเพื่อนๆ Damon Dash และ Kareem Biggs ก็ยังสามารถสร้างค่ายเพลงอิสระขึ้นเอง ถือกำเนิด Roc-A-Fella Records (น่าจะตั้งตามตระกูลมหาเศรษฐี Rockefeller ที่เก่าแก่ของอเมริกา) ในปี 1995

ซิงเกิลแร็พอย่างเป็นทางการของเขาคือ ‘In My Lifetime’ เจย์เดบิวท์อัลบั้มแรกในปี 1996 ‘Reasonable Doubt’ ด้วยความสามารถ (และเส้นสาย) เจย์ได้รวมเอาโปรดิวเซอร์มือทองแห่งยุคอย่าง DJ Premier และ DJ Clark Kent พร้อมกับเพื่อนสนิทจากไฮสคูลที่ใครก็รู้จัก บิกกี้สมอล The Notorious B.I.G มาร่วมวัดบาร์กันในเพลง ‘Brooklyn Finests’ ถือเป็นการเปิดตัวที่อลังการจับตาสื่อได้เอาเรื่องอยู่ สิบอัลบั้มผ่านไป หลายคนก็ยังยกให้อัลบั้มนี้เป็นที่หนึ่งของเจย์ (ผมด้วย)

หลังจากได้ดีลใหม่กับ Def Jam ในปี 1997 เจย์ก็ปล่อยอัลบั้มถัดมา ‘In My Lifetime, Vol. 1’ และในปี 1998 Jay-Z ปล่อยอัลบั้ม ‘Vol. 2… Hard Knock Life’ มีซิงเกิลตามชื่ออัลบั้มที่เป็นหนึ่งในฮิตตลอดกาลของเจย์ ยังคงคุมงานโดยโปรดิวเซอร์ท็อปลิสต์ เพิ่มเติมคือ Swizz Beats, Timberland และ Ruff Ryders เป็นต้น อัลบั้มนี้ทำให้เขาคล้ารางวัล Grammy Awards มาได้เป็นครั้งแรก แม้หลังจากนั้นเจย์จะถูกวิจารณ์ว่าเริ่ม Sold Out ไปแล้ว เจย์เองก็ยอมรับว่าเขาประสบปัญหากับการโฟกัสทิศทางทำอัลบั้มเพลงหลังจากการเสียชีวิตของเพื่อนสนิท The Notorious B.I.G และเบนความสนใจไปที่การบริหารธุรกิจ

ปี 1999 เจย์ปล่อยอัลบั้ม In My Lifetime ชุดที่สาม ‘Vol .3… Life and Times of S. Carter’ ที่มีเพลงนำ Big Pimpin’ ยังสร้างยอดขายได้เกินมาตรฐาน ชื่อของเจย์เรียกได้ว่าอยู่ในหัวของฮิพฮอพเฮ้ดทุกคนแล้วตอนนี้ ปี 2000 เจย์ปล่อยอัลบั้มลำดับที่ห้าหลังจบซีรี่ย์ In My Lifetime คือ ‘The Dynasty: Roc La Familia’ โดยอัลบั้มนี้เป็นเหมือนอัลบั้มที่ช่วยดันศิลปินหน้าใหม่จากค่าย Roc-A-Fella ที่จัดจำหน่ายโดย Def Jam อัลบั้มนี้ทำให้ The Neptunes, Just Blaze, Kanye West และ Bink เริ่มเป็นที่รู้จักครั้งแรก

ในเดือนกันยายนปี 2001 แค่ไม่กี่ชั่วโมงก่อนเกิดเหตุการณ์เครื่องบินชนตึก World Trade (9/11) เจย์ปล่อยอัลบั้มชุดที่หก ‘The Blueprint’ แม้จะโดนเหตุการณ์สะเทือนขวัญนั้นกลบกระแสไปบ้าง แต่อัลบั้มก็ยังสร้างยอดขายได้เอิกเกริกระดับแพลทตินัมและขึ้นอยู่อันดับหนึ่งเช่นเคย เจย์ยกให้อัลบั้มนี้เป็นหนึ่งในผลงานที่ชอบเป็นการส่วนตัวที่สุด มันยังเป็นงานที่แจ้งเกิดฝีมือด้านโปรดัคชั่นของ Kanye West สู่โลกฮิพฮอพ เขาได้คุมงานเพลงดังหลายเพลง เจย์ให้สัมภาษณ์ว่าอัลบั้มนี้เป็นเหมือนเวทีประชันกันระหว่างโปรดิวเซอร์ดาวรุ่ง Just Blaze และ Kanye West ที่มีเขาเป็นศูนย์กลางการทำงาน

นอกจากเรื่องอลหม่านภายนอกแล้ว ช่วงก่อนหน้านี้ก็มีอีเวนท์ที่รู้จักกันดีสำหรับแฟนฮิพฮอพ คือเหตุการณ์ความขัดแย้งฝั่งอีสโคสต์ระหว่างเจย์ กับ Nas ตำนานอีกคนจากนิวยอร์ค ดิสกันกลับไปกลับมาด้วยเพลง ‘Takeover’ เพลงในอัลบั้ม The Blueprint นี้ และ Nas ตอบกลับด้วย ‘Ether’ ซึ่งยังเป็นข้อถกเถียงอยู่ว่าศึกนี้ใคร win บ้างก็ว่านี่เป็นผลเรื้อรังจากรอยร้าวระหว่างศึกศิลปินเวสต์และอีสต์โคสต์ ซึ่งรวมถึงกลุ่ม Death Row กับ Prodigy แรปเปอร์ของ Mobb Deep

เจย์ตัดสินใจจบเรื่องแบบนิ่มๆ ไว้ด้วยคอนเสิร์ตที่ชื่อ ‘I Declare War (ผมประกาศสงคราม)’ แต่กลับหักมุมด้วยเจย์ทำการเซอร์ไพรส์ขอสงบศึกไว้ระหว่างเขากับ Nas ทุ้งคู่จับมือกันและเล่นเพลง Dead President ที่มี sample เพลงดัง The World Is Your ของ Nas ซึ่งทั้งคู่ Perform ทั้งสองเพลงเป็นมิกซ์ต่อเนื่องกัน จบข่าว แยกย้าย

ปี 2002 ‘The Blueprint’ ชุดที่สอง เป็น Double Album คือ The Gift และ The Curse ถูกปล่อยออกมา คอนเซ็ปคือการเล่าถึงเรื่องราวด้านบวกด้านลบที่ผ่านมาในชีวิตของเจย์ แม้ตัวอัลบั้มโดยรวมจะไม่มีอะไรน่าจดจำมากด้วยเห็นว่ารวมกันมีถึง 25 เพลง อัลบั้มก็ยังขึ้นอันดับหนึ่งแบบไม่สนเสียงวิจารณ์ และแซงหน้า The Blueprint ชุดแรกไปได้ด้วย มีเพลงฮิตหลายเพลงรวมถึง ’03 Bonnie & Clyde’ ที่ได้ฟีทเจอร์กับนักร้องสาว Beyonce ภรรยาในอนาคต เหมือนเป็นการเปิดตัวไปในตัวเพราะที่ผ่านมาพวกเขาพยายามเคลื่อนไหวให้ห่างๆ จากสายตาสื่อ

หลังจากได้เดินทางไปตอนใต้ของฝรั่งเศส เจย์ได้ประกาศว่าเขากำลังทำอัลบั้มชุดที่ 8 ‘The Black Album’ ที่เป็นงานกึ่งโปรโมทกิจการคลับหรูแห่งใหม่ ’40/40′ ที่เจย์เป็นเจ้าของ อัลบั้มนี้จุเพลงที่สร้างชื่อเขาไว้มากมาย ทั้งที่ทำงานร่วมกับเพื่อนเก่าๆ อย่าง Kanye West, Timberland ในเพลง Dirt Off Your Shoulder และ 99 Problems ทำกับ Rick Rubin โดยคอนเซ็ปอัลบั้มนี้คล้ายเป็นการรีแคปชั่วชีวิตและเป็นการอำลาวงการของเจย์ไปด้วย

เดือนพฤศจิกายนปี 2003 เจย์จัดคอนเสิร์ตอำลาอย่างเป็นทางการ และโปรโมทภาพยนตร์สารคดีชีวิตของเขา Fade to Black เพื่อมอบให้กับการกุศล มีศิลปินรับเชิญยิ่งใหญ่เข้าร่วมากมายจากแวดวงฮิพฮอพ รวมถึงผู้เป็นแม่ของสองตำนานแรปเปอร์ที่ล่วงลับ The Notorious B.I.G และ Tupac Shakur

อย่างไรก็ตาม ช่วงนั้นเจย์ก็ยังเดินหน้าสร้างโปรเจ็คย่อยตามมาอีกมากมาย รวมถึงทัวร์ เคยทำอัลบั้มร่วมกับ R. Kelly ถึงสองชุด ปี 2004 เจย์ยังได้ร่วมงานกับวงนูเมทัลแห่งยุคอย่าง Linkin Park ทำอีพีรีมิกซ์เพลงดังของทั้งสองชื่อว่า Collision Course แม้หลายคนจะไม่ถืองานนี้จริงจังมาก แต่เพลง Numb/Encore ได้ไปถึงการรับรางวัลแกรมมี่สาขาแร็พ ได้ขึ้นแสดงในงานโดยมี Paul McCartney ตำนานที่ยังมีชีวิตของ The Beatles ขึ้นแสดงท่อนพิเศษเพลง Yesterday และเจย์ยังเป็นผู้คุมงานโปรดัคชั่นให้กับโปรเจ็คแยกของ Linkin Park สำหรับแรปเปอร์ประจำวงอย่าง Mike Shinoda นั่นเอง

ในปีเดียวกันนั้น บารมีของเจย์ได้พาเขาเถลิงขึ้นเป็นประธานของค่าย Def Jam ซึ่งทำให้เจย์มีส่วนได้ผลประโยชน์จากทั้ง Roc-A-Fella และ Def Jam ในการต่อยอดแผนการธุรกิจของเขา แม้จะมีปัญหาภายในกับผู้ร่วมก่อตั้งคือ Dash และ Biggs อยู่บ้าง

จนแล้วจนรอด Jay-Z ก็คืนวงการกลับมาพร้อมกับอัลบั้มชุดที่ 9 ‘Kingdom Come’ เป็นอัลบั้มที่ค่อนข้างต่ำกว่ามาตรฐานเทียบกับงานอื่นๆ ของเจย์ และปีถัดมาก็เป็นอัลบั้มชุดที่สิบ ‘American Gangster’ มีคอนเซ็ปในการย้อนวันวานถึงประสบการณ์ส่วนตัวของเขาในวีถีสตรีทแก๊งสเตอร์ เจย์กลับมาฟื้นฟูคุณภาพของสตูดิโออัลบั้มได้สำเร็จ

Jay-Z เป็นคนที่หลงไหลในบุคลิค ภาพลักษณ์ความเป็นเจ้าพ่อ อันธพาลแบบมีคลาส บุคคลผู้มีอิทธิพล ร่ำรวยมั่งคั่งและครอบครองธุรกิจสีเทามาตั้งแต่ไหนแต่ไร ภาพยนตร์ที่เจย์ชื่นชอบก็จะมี Godfather ทั้งสามภาค, Scarface, Goodfellas และ Casino เจย์ก็เลยจะติดคอนเซ็ปการทำเพลงและใช้ชีวิตในทำนองนี้มาตั้งแต่แรก

ปี 2008 เจย์ได้ขึ้นเป็น Headline ขอหนึ่งในเทศกาลดนตรีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก Glastonbury ซึ่งตรงนี้็เคยมีประเด็นไปขัดใจกับ Noel Gallagher ตัวแสบจากวงบริทป๊อป Oasis โดยเขาเรียกเทศกาลนี้ว่ามันควรเป็นเทศกาลที่มีกีต้าร์ หรืออะไรร็อคๆ มากกว่า เจย์ก็เลยประชดด้วยการสะพายกีต้าร์ขึ้นเวทีและ cover เพลง Wonderwall ของ Oasis แบบกวนตีนๆ เป็นเพลงเปิดคอนเสิร์ต

ช่วงขาขึ้นนี้เจย์ยังได้ออกงานอีกมากมายในเทศกาลฤดูร้อนของประเทศอื่นๆ อย่าง Rosklide ที่เดนมาร์ก Hove ที่นอร์เวย์ และ O2 Wireless ที่ลอนดอน

ต่อมาเจย์เดินหน้าแผนงานธุรกิจด้วยการตัดสินใจแยกทางกับ Def Jam เข้าเซ็นสัญญาใหม่กับเครือข่ายการถ่ายทอดงานดนตรีสด Live Nation ซึ่งทำให้เขาสามารถสร้าง ‘Roc Nation’ เป็นค่ายใหม่ที่มีวงจรครอบคลุมไปถึงการเป็นเอเจนซี่ศิลปินและตัวแทนการจัดจำหน่ายเพลงให้ค่ายตัวเองแบบเสร็จสรรพ สามารถเซ็นศิลปินหน้าใหม่เข้าร่วมได้มากมาย

อัลบั้มชุดที่ 11 และชุดสุดท้ายในซีรี่ย์ The Blueprint ของเจย์ปล่อยในปี 2009 ขึ้นอันดับหนึ่งติดต่อกันจากอัลบั้มก่อนๆ จนแซงหน้า Elvis Presley ตำนานร็อคแอนด์โรลยุคแรกๆ ไปได้ในที่สุด

ปี 2010 เจย์ทำอัลบั้มร่วมกับ Kanye คือ ‘Watch The Throne’ แสดงความยิ่งใหญ่ในช่วงพีคชีวิตศิลปินของตัวเอง ไม่ถึงปีหลังจากที่ Kanye ปล่อยอัลบั้ม My Beautiful Dark Twisted Fantasy

เจย์เงียบหายไปครู่ใหญ่ก่อนกลับโปรโมทซิงเกิลใหม่ Holy Grail ของตัวเองและการไปฟีทจอร์ให้กับเพลง ‘Suit & Tie’ ของ Justin Timberlake โปรดิวซ์โดยทีมงานเดียวกันและมีธีมที่คล้ายคลึงกัน (สไตล์ Luxury Mafioso) จากนั้นเจย์จึงประกาศอัลบั้มชุดที่ 12 ‘Magna Carta Holy Grail’ กลางเกมการแข่งขันบาสเก็ตบอล NBA นัดสำคัญเมื่อปี 2013

กินเวลาไปอีกสี่ปี เจย์ที่เคยเชื่อว่าหมดแพชชั่นเรื่องเพลงไปแล้วก็เซอร์ไพรส์ปล่อยอัลบั้มชุดที่ 13 ‘4:44’ กับ Roc Nation โดยเอกซ์คลูซีฟก่อนใครที่ ‘Tidal’ ระบบสตรีมมิ่งเพลงเกรดสูงที่สร้างเองเข้าตลาดแข่งกับพวก Apple และ Spotify อัลบั้มนี้มีแรงบันดาลใจจากปัญหาส่วนตัวรุมเร้าในช่วงปลายอาชีพศิลปิน ปัญหากับ Beyonce และน้องสาว Solange (หาขุดกันเองเด้อ) ได้รับการยอมรับว่าเป็นงานที่ดีที่สุดของเจย์ในสอบสิบปีทีผ่านมา ไม่ทราบเรื่องภายในว่าจริงเท็จอย่างไร แต่เจย์ก็ทำให้อัลบั้มนี้ฟังดูเหมือนเป็นการสารภาพบาปยังไงยังงั้น

ทำไมเราถึงควรฟัง Jay-Z ?

คือถ้าจะศึกษาพัฒนาการของฮิพฮอพ Jay-Z เขาจะอยู่ในท็อปลิสต์อยู่แล้วแหละ

แม้หลายคนจะชอบเปรียบเทียบเขากับ Nas ในแง่ของความเป็น MC ที่รักษาอุดมการณ์ของตัวเอง Nas อาจจะน่านับถือกว่า แต่ถ้ามองคุณภาพรวมๆ ความสม่ำเสมอและความหลากหลายในการสร้างผลงาน ถึงจะไม่ได้เข้าขั้นคลาสสิคขึ้นหิ้งทุกอัน แต่ก็ไม่มีอะไรที่เลวร้าย ไรม์ของเจย์ (เขายังเป็นที่รู้จักในการเขียนแร็พสดในหัวอย่างเดียวมาจนปัจจุบัน) สไตล์ต่างๆ และอิทธิพลของเขาก็เป็นแรงบันดาลใจให้แรปเปอร์เกือบครึ่งหลังปี 2000 ได้เริ่มเส้นทางของตัวเอง

เจย์ยังมีความสนใจในความเคลื่อนไหวด้านสังคมและการเมือง เขาเป็นคนแรกๆ ที่เลือกโจมตีบุคคลทางการเมืองโดยตรง โดยเฉพาะ Ronald Reagan กับนโยบายชั่วร้ายที่ทำให้ชีวิตเขาและคนผิวสีมากมายต้องเผชิญความยากลำบาก รวมถึงทำร้ายประเทศตัวเองด้วยการสร้างปัญหากับโลกตะวันออกกลาง โดย Rawi Abdelal ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัย Harvard เรียกมันว่าเป็นจุดผันของป๊อปคัลท์เจอร์อเมริกาในการตอบสนองต่อกระแสโลกาภิวัฒน์ เขายังเคยขึ้นแสดงและสนับสนุนแคมเปญเลือกตั้งของอดีตประธานาธิบดี Barack Obama รวมถึงผู้ที่ตั้งใจให้สืบสมัยพรรคเดียวกันอย่าง Hilary Clinton แต่แพ้ให้กับ Donald Trump

การสร้างอิมแพคของเขาในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาต่อวัฒนธรรมฮิพฮอพนั้น ถ้าจะพูดถึงผลงานยิบย่อยนอกจากเรื่องดนตรี จะร่ายสิบหน้าก็คงไม่หมด ระหว่างที่เขายังมีอำนาจนี้อยู่ในมือ ยุคที่ฮิพฮอพกำลังกลับมายิ่งใหญ่นี้ ใครจะรู้ว่า Jay-Z มีแผนจะทำอะไรต่อไปอีก

เจย์ จิกก้า ฮอฟ โอว่า คนนี้ คือคนที่อย่างน้อยก็ควรอยู่ใน Top 10 ฮิพฮอพเอมซีผู้มีอิทธิพลตลอดกาลของคุณ

อัพเดทล่าสุด: 9 กันยายน 2020


ผลงานปัจจุบัน 💽

Resonable Doubt (1996)
In My Lifetime, Vol. 1 (1997)
Vol. 2… Hard Knock Life (1998)
Vol. 3… Life and Times of S. Carter (1999)
The Dynasty: Roc La Familia (2000)
The Blueprint (2001)
The Blueprint 2: The Gift & The Curse (2002)
The Black album (2003)
Kingdom Come (2006)
American Gangster (2007)
The Blueprint 3 (2009)
Magna Carta Holy Grail (2013)
4:44 (2017)


ศิลปินที่คล้ายกัน

The Notorious B.I.G.
Big Pun
Nas
Rakim
Big L