Kraftwerk

Year Active 1970


วงดนตรีผู้บุกเบิกรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์กระแสหลักรุ่นแรกของโลก

ไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาวงการเพลง Electronic ได้สูญเสีย Florian Scheider สมาชิกคนสำคัญของวง Kraftwerk ไป ซึ่งนับได้ว่าเป็นผู้บุกเบิกวงการ Electronic แทบจะทุกสายที่ใช้เสียงสังเคราะห์เป็นแนวหลักของเพลง ต้นกำเนิดของ Techno Disco ที่เป็นซาวด์ยุคเริ่มต้นของ Hip Hop เรื่อยมาจนถึง Synth Pop, House, EDM ในปัจจุบัน เป็นวงนึงที่เรารู้สึกว่ายังไม่เคยได้รับเครดิตมากพอเพราะเป็นวงที่ไม่ชอบออกสื่อหรือพบปะผู้คนมากนัก แต่ผลงานนั้นยิ่งใหญ่เหลือเกินมองข้าม ทุกวันนี้ก็ยังเป็นข้อถกเถียงว่า Kraftwerk หรือ The Beatles กันแน่ที่สร้างอิทธิพลวงการเพลงในศตวรรษที่ 20 หรือตลอด 50 ปีนี้มานี้มากกว่ากัน

อิทธิพลมากแค่ไหนนั้น บอกเป็นปริมาณที่แน่นอนไม่ได้ แต่เราบอกได้แค่ว่า ถ้าไม่พูดถึงพวกเขา นี่ก็ไม่ใช่เพจเพลงแล้วล่ะ

รู้สึกมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องนำเสนอประวัติอย่างคร่าวๆ แม้เพลงของพวกเขาจะลดความนิยมลงไปมากเพราะถูกความล้ำหน้าของดนตรีในโลกปัจจุบันกลืนกินไป อย่างไรพวกเขาก็ยังควรค่าแก่การศึกษาในแง่มุมเกี่ยวกับวิวัฒนาการด้านดนตรี และเพื่อเป็นการระลึกถึง Florian Scheider ไปด้วยกัน

Kraftwerk เป็นวงดนตรีที่เริ่มสร้างตัวในยุค 70s นับว่าในยุดนั้นเป็นยุคที่มีการคิดค้นและเป็นจุดเริ่มต้นของแนวดนตรีรูปแบบใหม่หลายประเภท ใครที่สามารถสร้างแนวเพลงใหม่ได้ก็จะกลายเป็นกระแสหลักต่อมาในอนาคต สิ่งที๋โด่งดังมากตอนนั้นก็จะมีวัฒนธรรมฮิปปี้และการแตกสายของเพลง Rock/Metal จากยุค 60s ที่แลกเปลี่ยนกันอยู่ระหว่างอเมริกา อังกฤษและหลายแห่งในยุโรป

แต่จะมีอีกกลุ่มที่แยกตัวออกออกมาทำอะไรที่แตกต่าง เราเคยเรียกมันว่า Kroutrock หรือเพลงร็อคประหลาดๆ ที่ไม่เหมือนของอเมริกา และเป็นส่วนหนึ่งของ Experimental Music ดนตรีแนวทดลองที่เกิดขึ้นทั่วโลก มันกำเนิดในประเทศเยอรมนี ประเทศที่กำลังบูรณะจากการเป็นผู้แพ้ในสงครามโลก กลายมาเป็น Hub แหล่งสำคัญสำหรับผู้สร้างดนตรีแนวทดลองที่ตั้งใจก่อโครงสร้างใหม่ขึ้นทางนิยามดนตรีกระแสหลักขึ้นจากศูนย์

บังเอิญว่ามีพวกเนิร์ดด้านดนตรีกลุ่มหนึ่งที่สนใจในเทคโนโลยีเครื่องกลไฟฟ้าต่างๆ ที่สร้าง Range หรือรูปแบบเสียงได้มากกว่าเครื่องดนตรีอคูสติคสมัยก่อน มีความ ปี๊ปๆ ตื๊ดๆ แบบที่คนทั่วไปเขาไม่ค่อยสนใจกัน เอาออกมาทำเป็นของเล่นใหม่ นำมาปรับใช้กับการทำเพลงเข้าสู่เส้นทางของดนตรี Pop กระแสหลัก และทำได้อย่างประสบความสำเร็จสูงสุดก่อนใครอื่น กลุ่มนั้นก็คือ Kraftwerk

เป็นผู้บุกเบิกที่แท้ทรู

สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนั้นคือ สถาบันดนตรีต่างๆ เริ่มสร้างอิทธิพลสำคัญในการผลิตซาวด์ดนตรีรูปแบบใหม่ในยุโรป ผลงานจากเด็กจากห้องเรียนดนตรี Classical ของศาสตราจารย์ Stockhausen และมี Commune ที่คล้ายเป็นคลับของคนนิยมดนตรีแนวทดลองที่ชื่อว่า Zodiac ในขณะที่ทางฝั่งอเมริกากำลังทำเพลงเพื่อความบันเทิงอย่างเดียว มีคนบางกลุ่มในกลุ่มประเทศโซนยุโรปกำลังทำงานในห้องแลปที่อุทิศให้กับการทำเพลงรูปแบบใหม่นี้โดยเฉพาะ

Kraftwerk ได้ถือกำเนิดในปี 1970 โดยเริ่มจาก Ralf Hütter และ Florian Schneider สมัยหนุ่มๆ ได้เรียนเอกดนตรี คลาสสิก ด้วยกันที่ โรงเรียนดนตรี Dusseldorf Conservatory ประเทศเยอรมัน ทั้งสองก็ได้สนิทกันและภายในหนึ่งปีที่ได้รู้จักกัน ทั้งสองก็ได้ทำผลงานเพลงแรกออกมาที่มีชื่อว่า Tone Float และได้ตั้งวงของตัวเองขึ้นมา พวกเขาเดบิวท์ช่วงแรกๆ ในชื่อ “Organisation” ซึ่งเป็นกลุ่มดนตรีแนว Psychedelic Kraut-Rock ยังไม่มีความตายตัวมากนักในรูปแบบดนตรี

ตลอดการดำรงอยู่ของวง Kraftwerk ก็ได้มีการเข้าออกของสมาชิกใหม่เรื่อยๆ อย่าง Klaus Roeder, Wolfgang Flür, Kal Bartos และคนอื่นๆ ที่ไม่ใช่คนหลักอย่าง Florian และ Ralf เข้ามาสลับสับเปลี่ยนหน้าที่กันไป (อดีตสมาชิกหลายคนก็มีส่วนทำงานร่วมกับวงดนตรีชื่อดังในซีนเพลงเยอรมนีอย่าง Can, Neu!, Cluster, และ Harmonia)
Kraftwerk ถือกำเนิดอย่างเป็นทางการขึ้นในปี 1970 โดยใน 3 อัลบั้มแรกของพวกเขา Kraftwerk, Kraftwerk 2 และ Ralf and Florian ก็ได้นำเสนอดนตรีในแนวเชิงทดลอง คือการไม่ยึดติดกับแนวดนตรีใดๆ ที่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ได้มีการนำอุปกรณ์ดนตรีหลายๆ ตัวมาผสมผสานกัน ไม่ว่าจะเป็น กีต้าร์ เบส กลอง ออแกน ฟลุ๊ท ไวโอลิน และอุปกรณ์อิเล็คโทรนิคส์ที่คนไม่เคยเอามาใช้ทำเพลงมาก่อน แม้แต่เอาเครื่องดนตรีมาคัสตอมใหม่จนไม่รู้จะเรียกมันว่าอะไร ใช้เทคนิคการบิด ยืด ดัดแปลงเสียงไปไม่มีข้อจำกัด ในการอัดด้วยเทป ทำให้ผลงานของพวกเขามีความแปลกใหม่อย่างไม่ต้องสงสัย

“หน้าตาสตูดิโอพวกเขาเหมือนอยู่ในห้องทำงานของ NASA เลยล่ะ”
ไอเดียเริ่มต้นของความเป็น Kraftwerk คือสไตล์ที่คนในยุคนั้นเรียกกันว่า Hypnotically Minimal โดยเป็นการเพอร์ฟอร์มที่เน้นอิเล็กทรอนิกส์ผสมผสานกับการ Improvise ที่ได้อิทธิพลจาก Free Jazz ที่ยังคงเป็นที่นิยมอยู่ในสังคมคนเยอรมันมานานตามคลับบาร์ต่างๆ และความชอบในการทดลองกับเทคโนโลยีเป็นการส่วนตัว
สำหรับแนวดนตรีของ Kraftwerk เริ่มมีความชัดเจนและจับต้องได้มากขึ้นในช่วงอัลบั้มที่ 3 ที่มีการเน้นเฉพาะ Synthesizer, Drum Machine และ Vocoder จากของของเดิมที่มีแต่การดัดแปลงเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ ออแกนต่างๆ ซึ่งมีซาวด์คล้ายๆ กับเสียงดนตรีแนวหุ่นยนต์ในภาพยนตร์ฟิคชั่นอวกาศสมัยก่อน (ต้นกำเนิดของหุ่นยนต์รุ่นลูกอย่าง Daft Punk และ Prodigy) ทำให้เสมือนว่ากำลังอยู่ในโลกดนตรีสุดล้ำแห่งอนาคต (Futuristic) สร้างความตื่นตาตื่นใจเป็นอย่างมากสำหรับคนในยุคนั้น

ในช่วงแรกๆ ของการเดินสายการแสดงของพวกเค้านั้นจะมีการแสดงในประเทศเยอรมัน และประเทศในโซนยุโรปบ้างประปราย แต่พวกเขาก็ไม่ได้หยุดเพียงแค่นั้น หลังจากนั้นพวกเขาก็ได้บุกตลาดอเมริกา ซึ่งทำให้พวกเขามีแฟนเพลงเพิ่มมาอย่างน้อยหลักแสน ด้วยแนวเพลง Electronic Music ที่สามารถเข้าถึงคนทั่วโลกได้ในยุคนั้น อัลบั้มที่ได้รับความนิยมสูงสุดในยุคนั้นก็คือ Autobahn ซึ่งในอัลบั้มนี้ได้มีการสร้างเสียงดนตรีอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะโดยการใช้เสียงดนตรี 4 ชิ้น บวกกับซินธิไซเซอร์เป็นตัวชูโรงทำให้เกิดดนตรีอันเป็นเอกลักษณ์ในแบบฉบับของ Kraftwerk ขึ้น มีซาวด์ Minimal และมีเนื้อเพลงที่ Friendly กับผู้ฟังทั่วไปมากกว่างานชุดก่อนๆ

ภาพลักษณ์ของพวกเขาก็ได้ชัดเจนขึ้นไปอีกเมื่อได้มีการทัวร์คอนเสิร์ตในประเทศอเมริกา ซึ่งนอกจากแนวดนตรีที่มีความแปลกใหม่แล้วนั้น พวกเขาก็ได้สร้างงาน Visual Art อันเป็นเอกลักษณ์ด้วยการใช้แต่งตัวเป็นมนุษย์จักรกลเล่นอยู่ต่อหน้าผู้คน ในขณะที่พวกเขาได้ควบคุมเสียงจากห้องด้านหลัง ทำให้ Kraftwerk กลายเป็นที่น่าจดจำมากยิ่งขึ้นด้วยการแสดงออกที่แปลกประหลาด

“ เจเนเรชั่นของเรา (Baby Boomer) เติบโตมากับวิถีชีวิตที่เริ่มต้นใหม่ทั้งหมด (ฟื้นตัวหลังยุคสงคราม) ในที่ที่เราอยู่ เขต Rhine-Ruhr เราได้อิทธิพลทางดนตรีจากเครื่องจักรในเมืองมากกว่าสังคมชายขอบอื่นๆ ” – Ralf Hutter สมาชิกวงให้คำอธิบายถึงที่มาของ Kraftwerk

“เพลงพวกเราได้แรงบันดาลใจจากความเงียบเท่านั้น”

นั่นคือเบื้องหลังอัตลักษณ์และเจตจำนงหลักของพวกเขาในการทำเพลง งานศิลปะประกอบคอนเซ็ปของวงและการแต่งตัวแนวต่างๆ การมีชีวิตอยู่ในสังคมชนชั้นแรงงานเยอรมนีที่มุ่งมันในการทำงานมากกว่าหาความสำราญส่วนตัว แม้ต่ความสำราญส่วนตัวก็ต้องอยู่ในรูปแบบที่แน่นอน ไม่มั่วซั่ว เราจึงจะได้ยินซาวด์ที่มีความ Repetitive (การทำอะไรย้ำๆ ซ้ำๆ) แข็งทื่อ เยือกเย็น เช่นเสียงรางรถไฟวิ่ง เสียงเหล็กกระทบเหล็ก ไปจนสู่เสียงเอฟเฟ็คในมุมมองของโลกอนาคตในเพลงของพวกเขา เปรียบเทียบตัวเองเป็นหุ่นยนต์ที่ใช้ชีวิตแบบแยกไม่ออกระหว่างการเป็นคนในโลกที่ถูกเครื่องจักรและคอมพิวเตอร์เข้าควบคุม (ตั้งแต่สมัยที่คอมพิวเตอร์ยังถือว่าเป็นระบบโบราณมากๆ)

ส่วนหนึ่งก็คล้ายกับสะท้อนอุดมการณ์ของการมุ่งทะยานไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วของคนเยอรมัน ตั้งแต่ยุคนาซี ความชาตินิยมที่ไม่รับเอาอิทธิพลด้านการเมืองรวมถึงศิลปะจากชนชาติอื่นอย่างเด็ดขาด พวกเขาไม่รู้ว่าซาวด์ของอเมริกาหรือกระแสหลักขณะนั้นจะเป็นยังไง พวกเขาไม่ได้ตั้งชื่อแนวเพลงตัวเองและไม่สนด้วยว่าคนภายนอกจะนิยามแนวเพลงพวกเขาว่าอะไร งานอาร์ตส่วนหนึ่งก็ได้จากงาน Pop Art เก่าๆ และภาพยนตร์แนวคอมมิวนิสต์ยูโทเปียนชื่อดังอย่าง ‘Metropolis’ จากปี 1927

การเติมเสียงสังเคราะห์ และแพทเทิร์นดนตรีรูปแบบนี้ในแนวเพลงของพวกเขา จึงกลายเป็นเอกลักษณ์อันทรงคุณค่าที่ทำให้ Kraftwerk โดดเด่นออกมาจากศิลปินในยุคเดียวกัน มีอิทธิพลเป็นอย่างมากต่อวงการดนตรีอิเล็กทรอนิกส์และ Pop โดยทุกอัลบั้มและภาพลักษณ์ต่อมาของพวกเขาล้วนมีอิทธิพลเป็นอย่างมากกับวงการดนตรีแต่ละยุคในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป

ในช่วงปี 1978 ดูเหมือนว่าแนวเพลงของ Kraftwerk จะเริ่มเข้าถึงคนฟังได้ดีขึ้นเรื่อยๆ นักวิจารณ์มักจะชื่นชมความล้ำในซาวด์ของพวกเขาที่นำหน้าผู้อื่นเสมอ อัลบั้ม ‘Trans-Europe Express’ คืออัลบั้มคลาสสิคขึ้นหิ้งชิ้นโปรดสำหรับหลายๆ คน และยังเป็นอัลบั้มที่ทรงอิทธิพลในเรื่องของการให้กำเนิดแนวเพลงอื่นๆ ที่ยิ่งใหญ่ต่อยอดตามมา เช่น ฮิพฮอพจากเพลง ‘Planet Rock’ ของ Afrika Bambaata อิเล็คทรอนิคร็อคจากอัลบั้ม ‘Kid A’ ของ Radiohead

อัลบั้ม ‘The Man-Machine’ แม้ว่าจะเป็นอัลบั้มที่โดดเด่นที่สุดของพวกเขาในเชิงเพลงฮิตและภาพจำ แต่มันเริ่มมีความ Commercial และคาดเดาง่ายขึ้นด้วย มีเสียงตอบรับว่าไม่ล้ำเท่าอัลบั้มก่อนแล้ว พวกเขาจึงกลับไปซุ่มทำเพลงเป็นเวลานานถึง 3 ปี และได้ออกผลงานเพลงแนว Pop-Oriented ที่มีชื่ออัลบั้มว่า ‘Computer World’ ในปี 1981 ซึ่งอัลบั้มนี้ของพวกเขากลับมาได้รับการยอมรับด้วยซาวด์เพลงที่ล้ำหน้ากว่าใครอีกครั้ง และติดชาร์ตนานถึง 42 สัปดาห์ อัลบั้มนี้ก็ยังทรงอิทธิพล เป็นอย่างมากต่อวงการเพลง House และ Techno ในเวลาต่อมา (อยากพูดถึง Tour De France ด้วย แต่เดี๋ยวจะยาวเกินไป)

นอกจากการได้ให้แรงบันดาลใจสำหรับสาย Electronic แทบจะทั้งหมดแล้ว ยังมีสายอื่นๆ มากมายที่ได้รับอิทธิพลจาก Kraftwerk เช่น Davd Bowie, Bjork, Joy Division, New Order, Coldplay, Franz Ferdinand, Blondie และสาย Ambient รุ่นใหญ่อย่าง Aphex Twin และ Brian Eno ก็ยังให้การยอมรับในผลงานหลายชุดของพวกเขา

ปัจจุบัน Kraftwerk ก็ยังโด่งดังและเป็นที่เคารพของคนในวงการ เป็นวงหลักใน Tribal Gathering คอนเสิร์ตครั้งใหญ่ยักษ์ของอังกฤษในปี 1997 หลังจากนั้นพวกเขาก็ได้มีงานโชว์อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการเข้าร่วมงานเฟสติวัลใหญ่อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Ultra Music Festival รวมถึงการร่วมแสดง World Tour อันโด่งดังที่บันทึกไว้ใน Minimum-Maximum จากทั่วโลกและใน 3-D concert ที่รัฐ Los Angeles สิ่งที่เป็นรางวัลอันทรงเกียรติของพวกเขาคือการที่พวกเขาได้ทำเพลงให้กับงาน Expo2000 ซึ่งถือว่าเป็น event ใหญ่ที่สุดในประเทศเยอรมันในช่วงยุคนั้นเลยก็ว่าได้

ในปี 2014 Kraftwerk ได้รับรางวัล Grammy Lifetime Achievement Award สำหรับผู้ที่สร้างผลงานทรงคุณค่าตลอดเส้นทางอาชีพศิลปิน พร้อมๆ กับ The Beatles, Clifton Chenier, The Isley Brothers, Kris Kristofferson, Armando Manzanero และ Maud Powell


ทำไมเราถึงควรฟัง Kraftwerk?

สิ่งที่น่าหลงใหลใน Kraftwerk คือความมุ่งมั่นเฉพาะตัวของพวกเขาที่จะอุทิศตัวทำงาน การขังตัวจากโลกภายนอก และความกล้าที่จะนำเสนอความแปลกใหม่บนเวทีดนตรีกระแสหลัก ไม่ว่าเพลงของพวกเขาจะถูกมองว่าแปลกประหลาดแค่ไหน ผลลัพธ์ที่ได้ก็เริ่มปรากฎให้เห็นในโลกปัจจุบันช้าๆ และชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งล้วนเป็นไปในทางที่ดี
สุดท้ายนี้ก็ต้องขอบคุณ Florian Scheider ผู้ที่เป็นส่วนหนึ่งในการก่อตั้งและอยู่เป็นสมาชิกคนสำคัญของ Kraftwerk จนวงนี้กลายเป็นหนึ่งใน Godfathers ที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์กระแสนิยมของวงการดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ และมีศิลปินมากมายได้นำแนวทางของดนตรีของ Kraftwerk มาพัฒนาต่อและก่อให้เกิดแนวดนตรีในรูปแบบต่างๆ ที่เรารู้จักกันในปัจจุบันนี้

Rest In Peace, Florian Scheider ผู้แนะนำให้เราได้รู้จักกับโลกใบใหม่ของดนตรี


ผลงานชุด
▶ Studio Albums

Kraftwerk (1970)
Kraftwerk 2 (1972)
Ralf und Florian (1973)
Autobahn (1974)
Radio-Activity (1975)
Trans-Europe Express (1977)
The Man-Machine (1978)
Computer World (1981)
Electric Café (1986)
Tour de France Soundtracks (2003)

▶ Live Albums
Minimum-Maximum (2005)
3-D The Catalogue (2017)

▶ Compilation albums

Exceller 8 (1975)
Elektro Kinetik (1981)
The Mix (1981)

▶ Box sets

Klang Box (1997)
The Catalogue (2009)


ศิลปินที่คล้ายกัน

Can
The Yellow Magic Orchestra
Daft Punk
Faust
NEU!